วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ธนาคารกลางอังกฤษเล็งใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน หลังหั่นดบ.เหลือ 1%

จัดทำบทความโดย นางสาวกมลชนก ศิริดำรงค์กุล เลขทะเบียน 4901108396

ธนาคารกลางอังกฤษเล็งใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน หลังหั่นดบ.เหลือ 1%

ชาร์ลส์ บีน รองผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษเปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมผุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน นอกเหนือไปจากการปรับลดดอกเบี้ย โดยบีนกล่าวว่า การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ดีในยามที่ธนาคารไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้มากกว่านี้แล้ว ซึ่งเขาได้ชี้แจงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษที่ซบเซาในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ขณะที่ยังมีความหวังว่าสถานการณ์ต่างๆจะเริ่มดีขึ้นในช่วงปลายปีจากอานิสงส์ของการกำหนดร่างนโยบายกระตุ้นตลาดเงินที่ได้บังคับใช้ตั้งแต่เดือนต.ค.ที่ผ่านมารวมถึงการใช้มาตรการกระตุ้นสภาพคล่องของสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภค และการซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ และหลักทรัพย์อื่นๆที่มีลักษณะเดียวกันนี้มูลค่ารวมกว่า 5 หมื่นล้านปอนด์ (ประมาณ 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ทั้งนี้ ธนาคารกลางอังกฤษคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นในปี 2553 ขณะที่โฮวาร์ด อาร์เชอร์ นักวิเคราะห์จาก IHS Global Insight กล่าวว่าแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษยังเผชิญความเสี่ยงที่จะเผชิญช่วงขาลงอยู่มาก ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดว่า อัตราดอกเบี้ยในอังกฤษจะลดลงแตะระดับต่ำที่ 0.25% ในช่วงไตรมาส 2 และจะย่ำฐานทรงตัวที่ระดับดังกล่าวไปตลอดทั้งปีนี้ หลังจากที่ธนาคารได้ปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างหนักตั้งแต่เดือนต.ค.เป็นต้นมา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ธนาคารกลางอังกฤษประกาศหั่นดอกเบี้ยลง 0.50% สู่ระดับ 1% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สำนักข่าวซินหัวรายงาน

คำถาม
1. การกำหนดร่างนโยบายกระตุ้นตลาดเงินที่ได้บังคับใช้ตั้งแต่เดือนอะไร
2. มาตรการกระตุ้นสภาพคล่องของสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภค และการซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ และหลักทรัพย์อื่นๆมีมูลค่ารวม
เท่าไหร่
3. นักวิเคราะห์คาดว่า อัตราดอกเบี้ยในอังกฤษจะลดลงอยู่ที่เท่าไหร่ และในช่วงไตรมาสที่เท่าไหร่

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นโยบายเงินปันผล ( Dividend Policy )

จัดทำบทความโดย นางสาว อัจจิมา ตั้งใจบูรณะ เลขทะเบียน 4901108458

นโยบายเงินปันผล ( Dividend Policy )
หุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์แสดงความเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ถือหุ้นสามัญจะมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการ จึงมีสิทธิได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล ( Dividend ) เมื่อมีการประกาศจ่าย และได้รับส่วนเกินจากราคาซื้อขาย ( Capital Gain ) เมื่อขายหุ้นออกไป
ผู้ลงทุนในหุ้นสามัญส่วนใหญ่ลงทุนเพราะมุ่งหวังจะได้รับผลกำไรของกิจการ ซึ่งจะได้รับจากการจ่ายเงินปันผล เมื่อมีการประกาศจ่ายเงินปันผลไปแล้ว กิจการจะต้องจ่ายเงินปันผล ตามที่ประกาศไว้ในรูปของเงินสดปันผล หรือหุ้นปันผลก็ได้
นโยบายการจ่ายเงินปันผล แบ่งได้ 3 ประเภท
1. จำนวนเงินปันผลต่อหุ้นคงที่ ( Stable Amount Pershare ) : กิจการจะจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นเป็นจำนวนเงินแน่นอน เช่น จ่ายปันผลหุ้นละ 2 บาท หรือ 3 บาท เป็นต้น กิจการที่จ่ายปันผลเช่นนี้ได้จะต้องมีผลกำไรที่คอ่นข้างแน่นอน และมีฐานะการเงินมั่นคง
2. อัตราการจ่ายเงินปันผลคงที่ ( Constant Layout Ratio ) : กิจการจะกำหนดจำนวนเงินปันผลเป็นอัตราส่วนกับกำไรที่กิจการได้รับในปีนั้นๆ เช่น กำหนดจ่ายปันผล 50% ของกำไรสุทธิ ถ้าบริษัทมีหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายทั้งหมด 200,000 หุ้นปี 2544 บริษัทมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท กำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 1 บาท ต้องจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.50 บาทปี 2545 บริษัทมีกำไรสุทธิ 400,000 บาท กำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 2 บาท ต้องจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 1.00 บาทดังนั้น วิธีนี้จำนวนเงินปันผลจึงไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามกำไรสุทธิของกิจการ ถ้ากิจการมีกำไรมากก็จ่ายปันผลมาก ถ้ากิจการมีกำไรน้อยก็จ่ายปันผลน้อย
3. จำนวนเงินปันผลปกติขั้นต่ำบวกเงินปันผลพิเศษ ( Low Regular and Extra Dividend ) : กิจการจะจ่ายเงินปันผลจำนวนหนึ่งที่แน่นอน และหากปีใดกิจการมีกำไรเกินกว่าปกติ กิจการก็จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มพิเศษให้อีกจำนวนหนึ่ง เช่น กำหนดว่าทุกปีจ่ายเงินปันผลอย่างน้อยหุ้นละ 10 บาท แต่หากปีใดมีกำไรมากก็จะจ่ายเพิ่มพิเศษให้ปี 2540 บริษัทมีกำไรสุทธิ 300,000 บาท จ่ายปันผลหุ้นละ 10 บาทปี 2541 บริษัทมีกำไรสุทธิ 400,000 บาท จ่ายปันผลหุ้นละ 15 บาท ( 10 + 5 )ปี 2542 บริษัทมีกำไรสุทธิ 500,000 บาท จ่ายปันผลหุ้นละ 18 บาท ( 10 + 8 )
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายเงินปันผล
1. ข้อกำหนดตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดไว้ว่า บริษัทจะจ่ายเงินปันผลจากกำไรในปีปัจจุบันหรือในอดีตก็ได้ ( กำไรสะสม ) โดยการจ่ายปันผลทุกครั้งจะต้องมีการจัดสรรกำไรส่วนหนึ่ง ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ร้อยละ 5 ของกำไร ไว้เป็นทุนสำรองตามกฎหมายด้วย
2.สภาพคล่อง เป็นปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจ่ายปันผล ถ้าหากฐานะเงินสดของธุรกิจและสภาพคล่องของธุรกิจดีก็สามารถจ่ายเงินปันผลได้ หากธุรกิจกำลังขยายกิจการ อาจจะไม่มีสภาพคล่อง เนื่องจากต้องนำเงินสดไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวรต่างๆ จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจจ่ายปันผล
3. ความสามารถในการกู้ยืม ถ้าธุรกิจมีความสามารถในการกู้ยืมสูง ทำให้ธุรกิจไม่จำเป็นจะต้องเก็บรักษาเงินสดไว้มาก ดังนั้นธุรกิจมีสามารถในการจ่ายปันผลได้สูง
4. เสถียรภาพของกำไร ถ้าหากกำไรที่ธุรกิจทำได้สม่ำเสมอ ก็สามารถที่จะพยากรณ์ได้ล่วงหน้าถึงกำไรที่จะได้ พร้อมทั้งสามารถที่จะจ่ายปันผลในอัตราส่วนที่มากและสูงกว่าธุรกิจที่มีกำไรไม่แน่นอน
5. ความจำเป็นในการชำระหนี้ ถ้าธุรกิจเลือกนำเงินไปชำระหนี้ก็ต้องมีการกันเงินจากกำไรไว้ เพื่อนำไปชำระหนี้ ดังนั้นจึงทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ หรือจ่ายได้ก็เป็นจำนวนน้อย
6. ข้อจำกัดในสัญญาเงินกู้ ซึ่งมักจะมีข้อความดังนี้- การจ่ายปันผลจะทำได้เฉพาะจากกำไรที่เกิดขึ้นหลังวันลงนามในสัญญาจะไปเอากำไรสะสมปีก่อนมาจ่ายปันผลไม่ได้- บริษัทจะไม่จ่ายปันผล ถ้าหากเงินทุนหมุนเวียนสุทธิต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้- การออกหุ้นกู้หรือการกู้เงินมา อาจมีข้อตกลงในการจำกัดจำนวนการจ่ายเงินปันผลการจำกัดจำนวนเงินปันผลจ่ายนี้ก็เพื่อจะเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้คืน
7. การควบคุม ในบางครั้งธุรกิจจะกำหนดนโยบายเพื่อที่จะขยายกิจการเท่ากับจำนวนเงิน กำไรที่กันไว้ในรูปกำไรสะสมเท่านั้น เพราะการเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นสามัญจะทำให้อำนาจการควบคุมและส่วนได้เสียในบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมเปลี่ยนแปลงไป หรือการก่อหนี้อาจทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินสูงขึ้น
8. ฐานะทางภาษีของผู้ถือหุ้น เงินปันผลที่ได้รับถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี ถ้าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทจะต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่สูงก็ย่อมพอใจที่จะให้คงกำไรไว้ในรูปกำไรสะสม ซึ่งมีผลทำให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญนั้นสูงขึ้น ผู้ถือหุ้นจะได้รับกำไรจากการขายหุ้น ( Capital Gain ) ซึ่งทำให้พอใจมากกว่ารับรายได้ในรูปของเงินปันผล เพราะอัตราภาษีที่เก็บจากเงินปันผลจะสูงกว่าอัตราภาษีที่เก็บจากกำไรจากการขายหุ้น
9. ภาวะเงินเฟ้อ โดยทั่วไปผู้ถือหุ้นต้องการรับเงินปันผลในปัจจุบันมากกว่าที่จะรอรับในอนาคตเพราะเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้น จะทำให้ค่าของเงินลดลงตามกาลเวลา
10. อัตราการขยายตัวของสินทรัพย์ หากกิจการมีการขยายตัวสูง ต้องใช้เงินทุนมากกิจการจะต้องกันเงินกำไรไว้ในรูปของกำไรสะสมจำนวนมาก ทำให้จ่ายเงินปันผลได้น้อยลง
ประเภทของการจ่ายปันผล
1. เงินสดปันผล ( Cash Dividend ) : เงินสดปันผลจะจ่ายจากกำไรสะสม การที่จะจ่ายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินสดที่กิจการถืออยู่ว่ามีเพียงพอหรือไม่ การจ่ายเงินสดปันผลจะทำให้ในงบดุลมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสินทรัพย์( เงินสดลดลงตามจำนวนปันผลที่จ่าย)และด้านหนี้สินและทุนก็ลดลงเช่นกัน ( กำไรสะสมลดลงตามจำนวนปันผลที่จ่าย )
2. หุ้นปันผล ( Stock Dividend ) : เป็นการจ่ายปันผลในรูปของหุ้นสามัญออกใหม่ ซึ่งเรียกว่า หุ้นปันผล ซึ่งจะกำหนดจำนวนหุ้นที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถืออยู่ เช่น การจ่ายหุ้นปันผลร้อยละ 10 หมายความว่า ผู้ถือหุ้นอยู่ 100 หุ้น จะได้รับหุ้นปันผล 10 หุ้น นั่นคือ กิจการจะต้องจดทะเบียนเพิ่มทุน โดยมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 การจ่ายหุ้นปันผลไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่วนเจ้าของในงบดุล แต่จำนวนกำไรสะสมจะลดลง ในขณะที่มูลค่าหุ้นสามัญจะเพิ่มขึ้นในจำนวนที่เท่ากัน
ข้อดีของการจ่ายหุ้นปันผล- ช่วยประหยัดเงินสดให้ธุรกิจ เพื่อใช้ในโครงการลงทุนอื่นในอนาคต โดยไม่ต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก- ทำให้ผู้ถือหุ้นที่มีรายได้สูงเกิดความพอใจ เพราะถ้าผู้ถือหุ้นมีรายได้สูงจะเสียภาษีสูงด้วย- ช่วยบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงิน- ทำให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญไม่สูงเกินไป
ข้อเสียของการจ่ายหุ้นปันผล- ค่าใช้จ่ายในการจ่ายหุ้นปันผลค่อนข้างสูง- ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง- ราคาตลาดของหุ้นลดลง
3. การแยกหุ้น ( Stock Splits ) : การจ่ายปันผลวิธีนี้ จะทำให้จำนวนหุ้นสามัญที่ผู้ลงทุนถือหุ้นอยู่มีจำนวนมากขึ้น เช่น แยกหุ้นจาก 1 เป็น 10 หมายความว่า ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับหุ้นเพิ่มขึ้น 9 หุ้น ต่อหุ้นที่ถืออยู่ 1 หุ้น โดยมูลค่าที่ตราไว้จะลดลงเหลือ 1/10 ด้วย คือหากมูลค่าเดิมที่ตราไว้ 100 บาทต่อหุ้น เมื่อแยกหุ้นแล้วจะเท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น การแยกหุ้นไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่วนของเจ้าของในงบดุล จำนวนกำไรสะสมและมูลค่าหุ้นสามัญรวมยังคงเดิม เพียงแต่จำนวนหุ้นจะมากขึ้นและมีราคามูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นลดลงวิธีการแยกหุ้นนี้ จะสร้างความพอใจแก่ผู้ถือหุ้น เพราะเมื่อบริษัทมีกำไรมาก การจ่ายปันผลสูง และมีความเจริญเติบโตในอัตราที่ดีแล้ว ทำให้ราคาตลาดของหุ้นอยู่ในระดับที่สูงมาก
4. การซื้อหุ้นกลับคืน ( Stock Pepurchase ) : การที่ธุรกิจนำเงินกำไรส่วนที่เก็บไว้ในรูปกำไรสะสมหรือเงินที่ได้จากการก่อหนี้ไปซื้อหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายแล้ว ทำให้หุ้นสามัญมีจำนวนน้อยลง ถ้าปัจจัยอื่นคงที่และสมมติว่าการซื้อหุ้นคืนไม่กระทบต่อความสามารถทำกำไรของธุรกิจ จะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น เมื่อกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญสูงขึ้น ถ้าธุรกิจนำเงินที่เก็บไว้ในรูปกำไรสะสมไปซื้อหุ้นกลับคืน ทำให้การจ่ายเงินปันผลลดน้อยลง แต่ถ้านักลงทุนขายหุ้นจะได้รับกำไรจากการขายหุ้นเนื่องจากราคาตลาดสูงขึ้น กำไรจาการขายหุ้นชดเชยได้พอดีกับเงินปันผลจ่ายที่น้อยลงการซื้อหุ้นกลับคืนจะกระทำเมื่อกิจการมีเงินทุนเหลือใช้เป็นการถาวร หรือต้องการลดจำนวนหุ้นสามัญที่หมุนเวียนในตลาดลง เพื่อทำให้ราคาตลาดหุ้นสามัญสูงอีก หรือเพิ่มอำนาจการควบคุมกิจการ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ถือหุ้นขายหุ้นให้กับบริษัทอื่น กิจการสามารถซื้อหุ้นกลับคืนมาได้ หุ้นที่ซื้อคืนนี้ เรียกว่า Treasury Stock
5. การรวมหุ้น ( Reverse Split ) : บริษัทสามารถทำการลดจำนวนหุ้นสามัญลงและเพิ่มมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นได้ การลดจำนวนหุ้นลงนี้ทำได้โดยการรวมหุ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่ราคาตลาดของหุ้นต่ำมาก ธุรกิจก็จะทำการรวมหุ้นเพื่อให้จำนวนหุ้นในมือของผู้ถือหุ้นลดจำนวนลง ราคาตามมูลค่าของหุ้นจะเพิ่มขึ้น อันมีผลทำให้ราคาตลาดของหุ้นสูงขึ้น


คำถาม

1.นโยบายการจ่ายเงินปันผล แบ่งได้ กี่ประเภท อะไรบ้าง ?
2.การจ่ายปันผลในรูปของหุ้นสามัญออกใหม่ เรียกว่าอะไร ?
3.ข้อดี ข้อเสีย ของการจ่ายหุ้นปันผล ?

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

ตราสารอนุพันธ์

จัดทำบทความโดย :

นางสาว ขวัญฤทัย ฟ้าหวั่น เลขทะเบียน 4901100274

เรื่อง ตราสารอนุพันธ์













ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) คือ ตราสารทางการเงินที่ก่อกำเนิดจาก อ้างอิงจาก หรือผันแปรตาม สินทรัพย์อ้างอิง โดยทั่วไปตราสารอนุพันธ์จะมีมูลค่าขึ้นอยู่กับสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset)หรือตัวแปรอ้างอิงอื่น ๆ (Underlying Variable)
สินทรัพย์ที่อ้างอิง อาจเป็นตราสารทางการเงิน เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พันธบัตรตั๋วเงิน หุ้นสามัญ ฯลฯ หรืออาจเป็นสินค้าหรือสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น น้ำมัน ข้าว บ้าน รถยนต์ ฯลฯ ตามแต่ที่ ตราสารอนุพันธ์นั้นได้กำหนดไว้ ว่าเป็นการอ้างอิงถึงสินทรัพย์ใด
ตัวอย่างของอนุพันธ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนั้น เช่น สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินซึ่งปกติการซื้อขายบ้านและที่ดินเป็นการทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน โดยผู้ซื้อทำการวางเงินมัดจำจำนวนหนึ่ง ให้แก่ผู้ขาย เช่น บ้านมีราคา 3,000,000 บาท ผู้ซื้อได้ตกลงที่จะวางเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาทในวัน ทำสัญญา และจะมีการส่งมอบบ้านกันในอนาคต เช่น อีก 6 เดือนข้างหน้า ในระหว่างสัญญานั้นผู้ซื้อก็จะดำเนินการขอกู้เงินจากธนาคาร เพื่อนำมาซื้อบ้านและที่ดินดังกล่าว หากธนาคารอนุมัติเงินกู้ ผู้ซื้อก็จะนำเงิน มาชำระค่าบ้านตามสัญญา หรือหากผู้ซื้อไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารได้ ผู้ซื้อก็จะไม่สามารถทำตามสัญญาได้ผู้ขายก็จะยึดเงินมัดจำไป หรือหากผู้ซื้อสามารถขายสัญญาดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นได้ ผู้ซื้อก็จะได้รับเงินค่ามัดจำคืน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาที่ผู้ซื้อสามารถที่จะขายสัญญาจะซื้อจะขายได้ หากราคาบ้านมีราคาสูงขึ้นในระหว่าง เวลา 6 เดือน สัญญาดังกล่าวอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และถ้าราคาบ้านมีราคาลดลงในระหว่าง 6 เดือนสัญญาดังกล่าวอาจมีมูลค่าลดลง









สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินดังกล่าว เป็นตราสารอนุพันธ์ประเภทหนึ่ง เพราะสัญญาดังกล่าวสามารถ เปรียบได้เสมือนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งถูกนับเป็นหนึ่งในตราสารอนุพันธ์ คือ เป็นการตกลงกันล่วงหน้า เพื่อทำการซื้อขายบ้านกันในอนาคต โดยอาจมีการวางเงินมัดจำเป็นบางส่วนในปัจจุบัน และจะชำระค่าสินค้า หรือค่าบ้านและที่ดินที่เหลือในอนาคต โดยที่สัญญาดังกล่าวอาจมีราคาสูงขึ้นหรือลดลงก็ได้ หากราคาบ้าน และที่ดินซึ่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) เกิดมีราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระหว่างสัญญา





ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างแบบง่าย


ตราสารอนุพันธ์ที่จะแนะนำในที่นี้มี 2 ประเภทหลัก คือ











ผู้ลงทุนตราสารอนุพันธ์ในตลาด TFEX นั้น เมื่อได้รับกำไรจากการลงทุนจะมีภาระภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ในลักษณะเช่นเดียวกันกับภาระภาษีจากการลงทุนในตราสารทุน




ที่มา : http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=110&Itemid=94&limit=1&limitstart=0



คำถาม :

1.สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน เปรียบเสมือบเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพราะเหตุใด ?

2.ผู้ที่ลงทุนในตลาด TFEX เมื่อได้รับกำไรจะต้องมีภาระเสียภาษีหรือไม่ และถ้ามีเป็นภาษีประเภทใด ?

3.อนุพันธ์ทางการเงิน ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ได้แก่อะไรบ้าง ?

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

ตลาดสองล้อคาดปีนี้หด20%

จัดทำบทความโดย นางสาว มัตติกา กันทะ เลขทะเบียน 4901100597



ตลาดสองล้อปิดยอดปี 51 ขายเพิ่มขึ้น 6.5% รวม 1.7 ล้านคัน ฮอนด้ากวาด 1.15 ล้านคัน รั้งเก้าอี้แชมป์ 20 ปีรวด รับปีนี้ตลาดหด 20-25% ส่งรุ่นใหม่ลงตลาด ดึง "แดน" วรเวชช่วยโปรโมท
นายเซนจิโร่ ซากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ปี 2551 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.5% โดยมียอดจดทะเบียนรวม 1.7 ล้านคัน เป็นยอดจดทะเบียนของฮอนด้า 1.15 ล้านคัน หรือคิดเป็น 67.5% ส่งผลให้ฮอนด้ายังคงเป็นผู้นำตลาดติดต่อกันเป็นเวลา 20 ปี ส่วนในปี 2552 คาดการณ์ว่าพฤติกรรมการบริโภคจะมีการไตร่ตรองสูงมากยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งเน้นในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น รถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มีคุณสมบัติเด่นด้านความประหยัด และให้ประโยชน์ด้านการใช้ง่าย จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
ด้านนายอรรณพ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร เอ.พี. ฮอนด้า กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ค่ายผู้ผลิตเห็นพ้องกันว่า ในปีนี้ตลาดรวมรถจักรยานยนต์จะหดตัวลงมาในระดับ 20-25% หรือที่ประมาณ 1.35-1.4 ล้านคัน จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกโดยรวม เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักและมากเกินไป เมื่อตลาดต่างประเทศซบเซาผลกระทบลูกโซ่จึงส่งผลถึงการเลิกจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับราคาพืชผลการเกษตรที่หดตัวลงไปมากถึง 1 ใน 3
window.google_render_ad();
"เป้าหมายของฮอนด้าก็คือ รักษายอดขายให้ตกลงน้อยที่สุดหรือประมาณ 15-20% ระดับเดียวกับการถดถอยของตลาด นอกจากนี้ ผู้ผลิตทุกรายยังได้กักตุนวัตถุดิบตอนราคาพุ่งสูงไว้ ทำให้ขาดทุนสต็อกและลดความสามารถในการทำกำไรไปอีกส่วนหนึ่งด้วย" นายอรรณพกล่าว
ทั้งนี้ ฮอนด้าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่ ฮอนด้า เวฟ 110ไอ ใช้เครื่องยนต์ใหม่แบบ 4 จังหวะ ประหยัดน้ำมันขึ้น 18% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ค่าไอเสียมาตรฐานควบคุมไอเสียระดับ 6 และรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี20 และเพื่อให้รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ 110ไอ มีภาพลักษณ์โดดเด่นและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ฮอนด้าได้เลือก "แดน" วรเวช ดานุวงศ์ นักร้องนักแสดงยอดนิยม เป็นพรีเซ็นเตอร์ในการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ




ที่มา http://www.komchadluek./



คำถามจากบทความ

1.ในปี 2552 คาดการณ์ว่าพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคจะเป็นอย่าง เพื่อเหตุ

2.ในปีนี้ตลาดรวมรถจักรยานยนต์จะหดตัวลงมาในระดับ 20-25% หรือที่ประมาณ 1.35-1.4 ล้านคัน จากผลกระทบของ เศรษฐกิจโลกโดยรวม ซึ่งส่งผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไร

3.เป้าหมายของฮอนด้าคืออะไร



วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

อากู๋เสียวไส้งบโฆษณาหด ปีชวด-ฉลูปราบเซียน ธุรกิจบันเทิงไทย

จัดทำโดย นางสาวสุวิชา จันทรมาศ เลขทะเบียน 46210575


เศรษฐกิจปีชวด ทำหลายธุรกิจการค้าและบริการชวดรายได้ ถึงขั้นพังพาบเป็นแถว ด้านธุรกิจบันเทิงโดนหางเลขด้วย เพราะเม็ดเงินโฆษณาหายวับ ปี 51 กระทบธุรกิจบันเทิงขนาดเล็ก ขนาดกลางเต็มๆ ปี 52 “อากู๋-แกรมมี่” เสียวไส้หวั่นกระทบธุรกิจบันเทิงขนาดใหญ่ รวมถึงเครือจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ลุ้นพยุงยอดรายได้สิ้นปีฉลูเติบโต 20% สวนทางเศรษฐกิจซึมยาว
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รวมถึงการเติบโตของเทคโนโลยีล้ำสมัย ส่งผลกระทบกับธุรกิจบันเทิง รวมถึงกลุ่มบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ ด้วย เพราะปี 52 เม็ดเงินโฆษณาทั้งระบบน่าจะลดลง ซึ่งการจะสร้างรายได้ให้ธุรกิจบันเทิงอย่างไรในยามนี้ ในส่วนของกลุ่มบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ ที่มีธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม คือ 1. ธุรกิจเพลง 2. ธุรกิจมีเดีย ซึ่งธุรกิจมีเดียที่มีฐานรายการวิทยุ 4 คลื่น รายการโทรทัศน์ ละคร นิตยสาร และอีเวนท์ ภายใต้บริษัทอินเด็กซ์อีเวนท์ ได้มีการปรับตัวรับสถานการณ์แล้ว ซึ่งทำให้ยอดเม็ดเงินโฆษณาของทั้งกลุ่มเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% สวนทางกับตลาด
ทั้งนี้ แม้กลุ่มธุรกิจเอไทม์มีเดีย เอ็กแซ็กท์ และจีเอ็มเอ็มทีวีจะมีความแข็งแกร่ง ก็ประมาทไม่ได้ เพราะปีนี้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กถูกตัดงบโฆษณาลงแทบไม่เหลือ ปีหน้าน่าจะถึงคิวของบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งยอมรับว่าหวั่นไหวบ้าง แต่ก็ยังหวังว่าไม่น่าจะรุนแรงมาก โดยจะพยายามรักษายอดรายได้รวมสิ้นปี 52 ไว้ไม่ให้ตก
ส่วนธุรกิจเพลงที่เป็นธุรกิจหลัก สัดส่วนรายได้ 60% ได้ปรับแผน ปรับตัว เพื่อต่อสู้กับ MP3 และแผ่นผีมาโดยตลอด พอเข้าสู่ยุคดิจิตอล การดาวน์โหลดก็เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ให้เป็นระบบเปิดรับสมาชิก เก็บค่าบริการเดือนละ 20 บาท ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นปี 51 ที่ผ่านมา นำร่องด้วยการร่วมกับบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ทำแคมเปญ “แฮปปี้ แวมไพร์ *333” (Happy Vampires*333) เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนดาวน์โหลดเพลงในเครือแกรมมี่อย่างถูกกฎหมายแบบไม่จำกัด ซึ่งประสบความสำเร็จเกินคาด ทำให้ “ดิจิตอลดาวน์โหลด” กลายเป็นรายได้หลักของกลุ่มธุรกิจเพลงของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่
“การยอมหั่นราคาค่าดาวน์โหลดเพลงในสังกัดลงมาฮวบฮาบ จากปกติที่ค่าดาวน์โหลดเพลงเต็มราคาอยู่ที่เพลงละ 35-40 บาท เพราะที่ผ่านมาโมเดลธุรกิจเพลงผิดปกติ รายได้ของค่ายเพลงและคนในวงการลดลงมาก จากปัญหาเทปผีซีดีเถื่อนและการดาวน์โหลดเพลงฟังฟรีแบบผิดกฎหมาย การหันเข้าหากระแสดิจิตอลดาวน์โหลด น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่บริษัทจะอยู่รอด”
อย่างไรก็ตาม จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ไม่มีนโยบายที่จะจำกัดการให้บริการแต่เฉพาะดีแทคเท่านั้น ในอนาคตมีแผนร่วมทำกับค่ายอื่นด้วย
นายไพบูลย์กล่าวว่า การใช้กลยุทธ์ระบบเปิดรับสมาชิก หรือเปลี่ยนลักษณะธุรกิจที่เดิมขายตรงกับผู้ซื้อ มาเป็นขายในรูปแบบเหมาจ่ายรายเดือน ทำให้บริษัทไม่มีความกังวล แม้ปี 52 ภาพรวมของเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงเศรษฐกิจประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่องก็ตาม เพราะค่าบริการรายเดือน ที่เก็บเดือนละ 20 บาท ณ วันนี้ถือว่าต่ำสุดในท้องตลาด และเป็นรายได้ถาวรทุกเดือน ซึ่งถือว่ากินน้อยแต่กินนาน ประกอบกับปี 52 มีโทรศัพท์มือถือระบบ 3G เข้ามาในตลาด การเป็นบริษัทที่มีคอนเทนต์หรือเนื้อหาด้านบันเทิงมากที่สุดอย่าง
จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ น่าจะเป็นโอกาสที่ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจะเข้ามาใช้บริการของเราเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีฐานสมาชิก 700,000-1,000,000 คน ตั้งเป้ามีฐานสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 1,500,000 คนในปี 52 และทะลุ 10 ล้านคน ภายใน 3-5 ปี เนื่องจากจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปัจจุบันมีมากถึง 56 ล้านเครื่อง
สำหรับผลประกอบการสิ้นปี 51 น่าจะทำได้ถึง 8,000 ล้านบาท และมีผลกำไรเติบโต 40% ซึ่งสูงสุดในรอบ 25 ปีที่ดำเนินธุรกิจมา แม้ปีนี้จะเป็นปีปราบเซียน เจอวิกฤติ ทำตลาดลำบากตั้งแต่ต้นปีและต่อเนื่องยาวถึงปลายปี โดยสัดส่วนรายได้หลักยังเป็นกลุ่มธุรกิจเพลง 60% กลุ่มธุรกิจมีเดียและอีเวนท์ 40% ขณะที่ผลกำไรมาจากกลุ่มธุรกิจเพลง 70% กลุ่มธุรกิจมีเดียและอีเวนท์ 30% โดยในส่วนของผลกำไรกลุ่มธุรกิจเพลงมาจากดิจิตอลดาวน์โหลด 50-60%
ซึ่งปี 52 รายได้และผลกำไรกลุ่มธุรกิจเพลง ก็ยังมาจากดิจิตอลดาวน์โหลด 50-60% ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ยอดรายได้รวมบริษัทจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ เติบโต 20% ในสิ้นปีตามคาด เป็นผลจากการวางแผนธุรกิจและแผนการทำตลาดรอบคอบขึ้น ธุรกิจอะไรไม่แน่ใจก็ถอยก่อน เพื่อรักษายอดรายได้และผลกำไรไม่ให้ต่ำกว่าปี 51
“ที่หลายคนกังวลว่าความเจริญด้านเทคโน-โลยี และการขยายตัวของดิจิตอลดาวน์โหลดที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และอาจมาแทนที่ซีดีเพลงนั้น ผมเชื่อว่าดิจิตอลคงแทนที่ไม่หมด ซีดีเพลงยังคงต้องมีอยู่ แต่อาจมีจำนวนลดน้อยลง ซึ่งปี 51 ทั้งปียอดขายซีดีเพลงทั้งตลาดมีประมาณ 10 ล้านแผ่น ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าก็น่าจะอยู่ในระดับเดียวกัน”
นายไพบูลย์กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่น่าจะมีผลกระทบกับธุรกิจบันเทิงมากนัก แต่ที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจบันเทิงอย่างเห็นได้ชัด คือ การเมือง เนื่องจากการเมืองเป็นต้นเหตุใหญ่ที่ทำให้อุตสาหกรรมแย่ลง บรรยากาศซึมเศร้า คนไม่ดูหนังฟังเพลงนอกบ้าน ซึ่งวันนี้จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ก็พยายามต่อสู้เอาตัวเองให้รอดให้มากที่สุด ในสภาวการณ์ผิดปกติแบบนี้
โดยการต่อสู้เพื่อเอาตัวเองให้รอดในปีหน้าและปีต่อๆไป นอกจากการปรับตัวรับสถานการณ์แล้ว ยังปรับแผนรบด้วยการขยายธุรกิจใหม่ต่อเนื่องด้วย อาทิ ทีวีดาวเทียม หลังทุ่มงบลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ผุดทีวีดาวเทียม 5 ช่องในรูปแบบฟรี ทู แอร์ (Free To Air) คือ ยิงสัญญาณไปยังดาว เทียมไทยคม 5 เพื่อออกอากาศรายการต่างๆ ให้รับชมฟรีทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน 3 เครือข่ายหลัก คือ 1. เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นที่มีผู้รับชมประมาณ 2.5 ล้านครัวเรือน 2. จานดาวเทียมระบบซี-แบนด์ ที่มีผู้รับชมประมาณ 3.5 ล้านครัวเรือน และ 3. จานดาวเทียมระบบเคยู-แบนด์ที่มีผู้รับชมประมาณ 1 ล้านครัวเรือน ในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำแบรนด์และคอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนท์ที่แข็งแกร่งของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่รวมถึงมองเห็นโอกาสเติบโต.



ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=117769

คำถาม
  1. กลุ่มธุรกิจหลักของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ฯ มีกี่กลุ่ม อะไรบ้าง
  2. อะไรที่เป็นรายได้หลักของกลุ่มธุรกิจเพลงของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่
  3. สัดส่วนรายได้ทางกลุ่มธุรกิจใดที่มีกำไรมากที่สุด

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ชงแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเสนอลดภาษีเหลือ 25%แลกจ้างงานเพิ่ม

จัดทำบทความโดย น.ส สุกัญญา มากทอง เลขทะเบียน 46210541

ชงแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ เสนอลดภาษีเหลือ 25% แลกจ้างงานเพิ่ม

เอกชนเสนอแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 25% แลกจ้างงานเพิ่ม หนุนหักภาษีตั๋วเครื่องบิน-โรงแรม เพิ่ม "แวตรีฟันด์" ค่าเดินทาง-ที่พัก ช่วยกระตุ้นท่องเที่ยว ดันอสังหาฯ เป็นกลไกหลักขับเคื่อนเศรษฐกิจ
นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยในงานเสวนาโต๊ะกลมกรุงเทพธุรกิจหัวข้อเรื่อง "ทางเลือก-ทางรอด ธุรกิจอสังหาฯ ปี 52 ฝ่าปัจจัยลบเศรษฐกิจ-การเมือง" ว่าในฐานะตัวแทนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ได้มีการนำเสนอแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ เพื่อพิจารณาในการวางนโยบายเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
1.เสนอให้มีการลดภาษีนิติบุคคลจากปกติ 30% เหลือ 25% สำหรับบริษัทที่มีรายได้ภาษีสูงขึ้น และต้องเป็นบริษัทที่ไม่มีการเลิกจ้างงาน ในทางกลับกัน ก็ให้สำหรับบริษัทที่มีการจ้างงานเพิ่มด้วย เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนลดปัญหาการว่างงาน
2.ข้อเสนอเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้สามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้จากค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว จากค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม ได้ในวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาท เพื่อกระตุ้นให้คนเที่ยวในประเทศมากขึ้น
3.เสนอให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของค่าใช้จ่ายหลักเช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง เป็นต้น เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่นักท่องเที่ยว
4.กระตุ้นเงินออกมาสู่ระบบ โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รักษาระดับดอกเบี้ยนโยบาย หรือดอกเบี้ยอาร์พี ให้อยู่ระดับต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ เพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้เพิ่มขึ้น
5.ขอให้รัฐบาลยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้ จากเงินฝากประจำ เพื่อกระตุ้นให้คนนำเงินมาฝากประจำ
6.ขอให้มีการลดหรือยกเว้น ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเงินปันผลหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันเก็บอยู่ 10%
7.เสนอปรับปรุงกฎหมาย เพื่อลดปัญหาอุปสรรคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่นกฎหมายสิ่งแวดล้อม ก่อนหน้านี้มีการเสนอโครงการจัดสรรเกิน 250 แปลงต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้ 500 แปลง อยากเสนอให้หยุดการแก้กฎหมายนี้ เพื่อป้องกันปัญหาความล่าช้าในการทำธุรกิจ
8.ให้รัฐบาลเร่งโครงการเมกกะโปรเจกท์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชน และเป็นการจ้างงาน ในภาวะปัจจุบันที่วัสดุก่อสร้างลดราคา เหล็กลดราคา วัสดุอื่นๆ ก็ลดราคา น้ำมันลดราคา ค่าแรงก็ไม่ขึ้น เป็นเวลาที่เหมาะสมจะลงทุน
ด้านนายปฏิมา จีระแพทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เสนอให้รัฐบาลหันมาพิจารณาการเพิ่มอัตราส่วนการถือกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ ในห้องชุดคอนโดมิเนียม ซึ่งเดิมพ.ร.บ.อาคารชุด กำหนดไว้เพียง 49% เสนอเพิ่มเป็น 70% หรือ 100% โดยอาจกำหนดเป็นโซนที่เหมาะสม และยังเจาะจงไปที่นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่มีความต้องการอยู่อาศัยในไทยจำนวนมาก มักมีปัญหาเรื่องการขอวีซ่า เข้าไทยอยู่ได้เพียง 3 เดือน เสนอให้รัฐบาลเพิ่มเวลาวีซ่าให้คนกลุ่มนี้อยู่ในไทยได้นานขึ้น เสนอให้มีการปรับสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว จากเดิม 30% ให้เป็น 60-90 ปี เพื่อกระตุ้นการลงทุนช่วยแก้ปัญหาคนว่างงาน ที่คาดว่าปีหน้าอาจมีการเลิกจ้างสูงถึง 1.7 ล้านคน โดยอยากให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ยึดที่ดินมาจากลูกหนี้ ธ.ก.ส.น่าจะนำที่ดินเหล่านั้นออกมาปล่อยให้เช่าราคาต่ำพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกงาน
ที่มา
www.komchadluek.net/2008/12/22/x-eco-d001-327274.php?new-id=327274
คำถาม
1.เอกชนมีการเสนอแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพิจารณามีการวางนโยบายเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง
2.เอกชนเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการเพิ่มอัตราส่วนการถือกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติกี่เปอร์เซ็นต์
3.เอกชนเสนอให้รัฐบาลปรับสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวของเกษตกรเป็นกี่ปี เพราะอะไร

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

BCP เชื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปีหน้าอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

จัดทำบทความโดย นางสาวสุพรรษา ศรีสุวรรณ์ เลขทะเบียน 4901108430

เรื่อง BCP เชื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปีหน้าอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บางจากปิโตรเลียม (BCP) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปีหน้าจะไม่ปรับตัวลดลงต่ำถึง 30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ หรือ โอเปก จะไม่ปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำมากนัก จึงต้องจับตามองการประชุมของกลุ่มโอเปกในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ว่าจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอีกหรือไม่
ในขณะที่บางจากพยายามเก็บสต๊อกน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำสุด คือ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ร้อยละ 5 ของยอดขายทั้งหมด และปริมาณน้ำมันที่ใช้หมุนเวียนเล็กน้อย ป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง และมองว่าปริมาณสำรองน้ำมันปัจจุบันของไทยที่ร้อยละ 5 เป็นระดับที่ถือว่ามีความเหมาะสมแล้วกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพื่อเป็นการรองรับเศรษฐกิจที่อาจฟื้นตัวกลับมาเร็วขึ้น
นายอนุสรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบิน (เจท) ว่า ขณะนี้ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันเครื่องบินของสายการบินต่างๆ ยังไม่เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่มีการใช้เดิม เพราะสายการบินหลายสายยังไม่เพิ่มเที่ยวบินมากนัก เนื่องจากยอดนักท่องเที่ยวลดลงจากเหตุการณ์ปิดล้อมสนามบิน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบางจากมียอดผลิตน้ำมันเครื่องบิน อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านลิตรต่อเดือน แต่ปัจจุบันการผลิตลดลงมาอยู่ที่ 20 - 30 ล้านลิตรต่อเดือน ในขณะที่ทั้งระบบการผลิตน้ำมันเครื่องบินโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านลิตรต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในอีก 1 — 2 เดือนข้างหน้า การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบินจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจะนำไปผลิตเป็นน้ำมันดีเซลแทน แต่ต้องดูว่าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทยจะมีการเพิ่มเที่ยวบินหรือไม่ เพราะจะช่วยให้ปริมาณการใช้น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นด้วย


ที่มา http://www.ryt9.com/news/2008-12-14/48756168/


คำถาม
1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจม. บางจากปิโตรเลียม (BPC) กล่าวถึงสถานการณ์จากการจำหน่ายน้ำมันเครื่องบิน (เจท) ว่าอย่างไร
2. บางจากเก็บน้ำมันอยู่ในระดับต่ำสุดอย่างไร และปริมาณสำรองน้ำมันปัจจุบันของไทยเป็นอย่างไร
3. น้ำมันเครื่องบินที่ผลิตลดลงครึ่งหนึ่งจะนำไปทำอะไร เพราะอย่างไร