วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ธนาคารกลางอังกฤษเล็งใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน หลังหั่นดบ.เหลือ 1%

จัดทำบทความโดย นางสาวกมลชนก ศิริดำรงค์กุล เลขทะเบียน 4901108396

ธนาคารกลางอังกฤษเล็งใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน หลังหั่นดบ.เหลือ 1%

ชาร์ลส์ บีน รองผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษเปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมผุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรน นอกเหนือไปจากการปรับลดดอกเบี้ย โดยบีนกล่าวว่า การใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ดีในยามที่ธนาคารไม่สามารถลดดอกเบี้ยลงได้มากกว่านี้แล้ว ซึ่งเขาได้ชี้แจงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษที่ซบเซาในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ขณะที่ยังมีความหวังว่าสถานการณ์ต่างๆจะเริ่มดีขึ้นในช่วงปลายปีจากอานิสงส์ของการกำหนดร่างนโยบายกระตุ้นตลาดเงินที่ได้บังคับใช้ตั้งแต่เดือนต.ค.ที่ผ่านมารวมถึงการใช้มาตรการกระตุ้นสภาพคล่องของสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภค และการซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ และหลักทรัพย์อื่นๆที่มีลักษณะเดียวกันนี้มูลค่ารวมกว่า 5 หมื่นล้านปอนด์ (ประมาณ 7.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ทั้งนี้ ธนาคารกลางอังกฤษคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นในปี 2553 ขณะที่โฮวาร์ด อาร์เชอร์ นักวิเคราะห์จาก IHS Global Insight กล่าวว่าแนวโน้มเศรษฐกิจอังกฤษยังเผชิญความเสี่ยงที่จะเผชิญช่วงขาลงอยู่มาก ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดว่า อัตราดอกเบี้ยในอังกฤษจะลดลงแตะระดับต่ำที่ 0.25% ในช่วงไตรมาส 2 และจะย่ำฐานทรงตัวที่ระดับดังกล่าวไปตลอดทั้งปีนี้ หลังจากที่ธนาคารได้ปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างหนักตั้งแต่เดือนต.ค.เป็นต้นมา โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ธนาคารกลางอังกฤษประกาศหั่นดอกเบี้ยลง 0.50% สู่ระดับ 1% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สำนักข่าวซินหัวรายงาน

คำถาม
1. การกำหนดร่างนโยบายกระตุ้นตลาดเงินที่ได้บังคับใช้ตั้งแต่เดือนอะไร
2. มาตรการกระตุ้นสภาพคล่องของสินเชื่อให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภค และการซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ และหลักทรัพย์อื่นๆมีมูลค่ารวม
เท่าไหร่
3. นักวิเคราะห์คาดว่า อัตราดอกเบี้ยในอังกฤษจะลดลงอยู่ที่เท่าไหร่ และในช่วงไตรมาสที่เท่าไหร่

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

นโยบายเงินปันผล ( Dividend Policy )

จัดทำบทความโดย นางสาว อัจจิมา ตั้งใจบูรณะ เลขทะเบียน 4901108458

นโยบายเงินปันผล ( Dividend Policy )
หุ้นสามัญเป็นหลักทรัพย์แสดงความเป็นเจ้าของกิจการ ผู้ถือหุ้นสามัญจะมีฐานะเป็นเจ้าของกิจการ จึงมีสิทธิได้รับผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล ( Dividend ) เมื่อมีการประกาศจ่าย และได้รับส่วนเกินจากราคาซื้อขาย ( Capital Gain ) เมื่อขายหุ้นออกไป
ผู้ลงทุนในหุ้นสามัญส่วนใหญ่ลงทุนเพราะมุ่งหวังจะได้รับผลกำไรของกิจการ ซึ่งจะได้รับจากการจ่ายเงินปันผล เมื่อมีการประกาศจ่ายเงินปันผลไปแล้ว กิจการจะต้องจ่ายเงินปันผล ตามที่ประกาศไว้ในรูปของเงินสดปันผล หรือหุ้นปันผลก็ได้
นโยบายการจ่ายเงินปันผล แบ่งได้ 3 ประเภท
1. จำนวนเงินปันผลต่อหุ้นคงที่ ( Stable Amount Pershare ) : กิจการจะจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นเป็นจำนวนเงินแน่นอน เช่น จ่ายปันผลหุ้นละ 2 บาท หรือ 3 บาท เป็นต้น กิจการที่จ่ายปันผลเช่นนี้ได้จะต้องมีผลกำไรที่คอ่นข้างแน่นอน และมีฐานะการเงินมั่นคง
2. อัตราการจ่ายเงินปันผลคงที่ ( Constant Layout Ratio ) : กิจการจะกำหนดจำนวนเงินปันผลเป็นอัตราส่วนกับกำไรที่กิจการได้รับในปีนั้นๆ เช่น กำหนดจ่ายปันผล 50% ของกำไรสุทธิ ถ้าบริษัทมีหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายทั้งหมด 200,000 หุ้นปี 2544 บริษัทมีกำไรสุทธิ 200,000 บาท กำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 1 บาท ต้องจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.50 บาทปี 2545 บริษัทมีกำไรสุทธิ 400,000 บาท กำไรสุทธิต่อหุ้น เท่ากับ 2 บาท ต้องจ่ายเงินปันผลหุ้นละ 1.00 บาทดังนั้น วิธีนี้จำนวนเงินปันผลจึงไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามกำไรสุทธิของกิจการ ถ้ากิจการมีกำไรมากก็จ่ายปันผลมาก ถ้ากิจการมีกำไรน้อยก็จ่ายปันผลน้อย
3. จำนวนเงินปันผลปกติขั้นต่ำบวกเงินปันผลพิเศษ ( Low Regular and Extra Dividend ) : กิจการจะจ่ายเงินปันผลจำนวนหนึ่งที่แน่นอน และหากปีใดกิจการมีกำไรเกินกว่าปกติ กิจการก็จะจ่ายเงินปันผลเพิ่มพิเศษให้อีกจำนวนหนึ่ง เช่น กำหนดว่าทุกปีจ่ายเงินปันผลอย่างน้อยหุ้นละ 10 บาท แต่หากปีใดมีกำไรมากก็จะจ่ายเพิ่มพิเศษให้ปี 2540 บริษัทมีกำไรสุทธิ 300,000 บาท จ่ายปันผลหุ้นละ 10 บาทปี 2541 บริษัทมีกำไรสุทธิ 400,000 บาท จ่ายปันผลหุ้นละ 15 บาท ( 10 + 5 )ปี 2542 บริษัทมีกำไรสุทธิ 500,000 บาท จ่ายปันผลหุ้นละ 18 บาท ( 10 + 8 )
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายเงินปันผล
1. ข้อกำหนดตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดไว้ว่า บริษัทจะจ่ายเงินปันผลจากกำไรในปีปัจจุบันหรือในอดีตก็ได้ ( กำไรสะสม ) โดยการจ่ายปันผลทุกครั้งจะต้องมีการจัดสรรกำไรส่วนหนึ่ง ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ร้อยละ 5 ของกำไร ไว้เป็นทุนสำรองตามกฎหมายด้วย
2.สภาพคล่อง เป็นปัจจัยที่สำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจ่ายปันผล ถ้าหากฐานะเงินสดของธุรกิจและสภาพคล่องของธุรกิจดีก็สามารถจ่ายเงินปันผลได้ หากธุรกิจกำลังขยายกิจการ อาจจะไม่มีสภาพคล่อง เนื่องจากต้องนำเงินสดไปลงทุนในสินทรัพย์ถาวรต่างๆ จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจจ่ายปันผล
3. ความสามารถในการกู้ยืม ถ้าธุรกิจมีความสามารถในการกู้ยืมสูง ทำให้ธุรกิจไม่จำเป็นจะต้องเก็บรักษาเงินสดไว้มาก ดังนั้นธุรกิจมีสามารถในการจ่ายปันผลได้สูง
4. เสถียรภาพของกำไร ถ้าหากกำไรที่ธุรกิจทำได้สม่ำเสมอ ก็สามารถที่จะพยากรณ์ได้ล่วงหน้าถึงกำไรที่จะได้ พร้อมทั้งสามารถที่จะจ่ายปันผลในอัตราส่วนที่มากและสูงกว่าธุรกิจที่มีกำไรไม่แน่นอน
5. ความจำเป็นในการชำระหนี้ ถ้าธุรกิจเลือกนำเงินไปชำระหนี้ก็ต้องมีการกันเงินจากกำไรไว้ เพื่อนำไปชำระหนี้ ดังนั้นจึงทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ หรือจ่ายได้ก็เป็นจำนวนน้อย
6. ข้อจำกัดในสัญญาเงินกู้ ซึ่งมักจะมีข้อความดังนี้- การจ่ายปันผลจะทำได้เฉพาะจากกำไรที่เกิดขึ้นหลังวันลงนามในสัญญาจะไปเอากำไรสะสมปีก่อนมาจ่ายปันผลไม่ได้- บริษัทจะไม่จ่ายปันผล ถ้าหากเงินทุนหมุนเวียนสุทธิต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้- การออกหุ้นกู้หรือการกู้เงินมา อาจมีข้อตกลงในการจำกัดจำนวนการจ่ายเงินปันผลการจำกัดจำนวนเงินปันผลจ่ายนี้ก็เพื่อจะเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้คืน
7. การควบคุม ในบางครั้งธุรกิจจะกำหนดนโยบายเพื่อที่จะขยายกิจการเท่ากับจำนวนเงิน กำไรที่กันไว้ในรูปกำไรสะสมเท่านั้น เพราะการเพิ่มทุนโดยการออกหุ้นสามัญจะทำให้อำนาจการควบคุมและส่วนได้เสียในบริษัทของผู้ถือหุ้นเดิมเปลี่ยนแปลงไป หรือการก่อหนี้อาจทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินสูงขึ้น
8. ฐานะทางภาษีของผู้ถือหุ้น เงินปันผลที่ได้รับถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี ถ้าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัทจะต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราที่สูงก็ย่อมพอใจที่จะให้คงกำไรไว้ในรูปกำไรสะสม ซึ่งมีผลทำให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญนั้นสูงขึ้น ผู้ถือหุ้นจะได้รับกำไรจากการขายหุ้น ( Capital Gain ) ซึ่งทำให้พอใจมากกว่ารับรายได้ในรูปของเงินปันผล เพราะอัตราภาษีที่เก็บจากเงินปันผลจะสูงกว่าอัตราภาษีที่เก็บจากกำไรจากการขายหุ้น
9. ภาวะเงินเฟ้อ โดยทั่วไปผู้ถือหุ้นต้องการรับเงินปันผลในปัจจุบันมากกว่าที่จะรอรับในอนาคตเพราะเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้น จะทำให้ค่าของเงินลดลงตามกาลเวลา
10. อัตราการขยายตัวของสินทรัพย์ หากกิจการมีการขยายตัวสูง ต้องใช้เงินทุนมากกิจการจะต้องกันเงินกำไรไว้ในรูปของกำไรสะสมจำนวนมาก ทำให้จ่ายเงินปันผลได้น้อยลง
ประเภทของการจ่ายปันผล
1. เงินสดปันผล ( Cash Dividend ) : เงินสดปันผลจะจ่ายจากกำไรสะสม การที่จะจ่ายได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณเงินสดที่กิจการถืออยู่ว่ามีเพียงพอหรือไม่ การจ่ายเงินสดปันผลจะทำให้ในงบดุลมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสินทรัพย์( เงินสดลดลงตามจำนวนปันผลที่จ่าย)และด้านหนี้สินและทุนก็ลดลงเช่นกัน ( กำไรสะสมลดลงตามจำนวนปันผลที่จ่าย )
2. หุ้นปันผล ( Stock Dividend ) : เป็นการจ่ายปันผลในรูปของหุ้นสามัญออกใหม่ ซึ่งเรียกว่า หุ้นปันผล ซึ่งจะกำหนดจำนวนหุ้นที่จ่ายให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถืออยู่ เช่น การจ่ายหุ้นปันผลร้อยละ 10 หมายความว่า ผู้ถือหุ้นอยู่ 100 หุ้น จะได้รับหุ้นปันผล 10 หุ้น นั่นคือ กิจการจะต้องจดทะเบียนเพิ่มทุน โดยมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 10 การจ่ายหุ้นปันผลไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่วนเจ้าของในงบดุล แต่จำนวนกำไรสะสมจะลดลง ในขณะที่มูลค่าหุ้นสามัญจะเพิ่มขึ้นในจำนวนที่เท่ากัน
ข้อดีของการจ่ายหุ้นปันผล- ช่วยประหยัดเงินสดให้ธุรกิจ เพื่อใช้ในโครงการลงทุนอื่นในอนาคต โดยไม่ต้องจัดหาเงินทุนเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก- ทำให้ผู้ถือหุ้นที่มีรายได้สูงเกิดความพอใจ เพราะถ้าผู้ถือหุ้นมีรายได้สูงจะเสียภาษีสูงด้วย- ช่วยบริษัทที่ประสบปัญหาทางการเงิน- ทำให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญไม่สูงเกินไป
ข้อเสียของการจ่ายหุ้นปันผล- ค่าใช้จ่ายในการจ่ายหุ้นปันผลค่อนข้างสูง- ทำให้กำไรต่อหุ้นลดลง- ราคาตลาดของหุ้นลดลง
3. การแยกหุ้น ( Stock Splits ) : การจ่ายปันผลวิธีนี้ จะทำให้จำนวนหุ้นสามัญที่ผู้ลงทุนถือหุ้นอยู่มีจำนวนมากขึ้น เช่น แยกหุ้นจาก 1 เป็น 10 หมายความว่า ผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับหุ้นเพิ่มขึ้น 9 หุ้น ต่อหุ้นที่ถืออยู่ 1 หุ้น โดยมูลค่าที่ตราไว้จะลดลงเหลือ 1/10 ด้วย คือหากมูลค่าเดิมที่ตราไว้ 100 บาทต่อหุ้น เมื่อแยกหุ้นแล้วจะเท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น การแยกหุ้นไม่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าส่วนของเจ้าของในงบดุล จำนวนกำไรสะสมและมูลค่าหุ้นสามัญรวมยังคงเดิม เพียงแต่จำนวนหุ้นจะมากขึ้นและมีราคามูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นลดลงวิธีการแยกหุ้นนี้ จะสร้างความพอใจแก่ผู้ถือหุ้น เพราะเมื่อบริษัทมีกำไรมาก การจ่ายปันผลสูง และมีความเจริญเติบโตในอัตราที่ดีแล้ว ทำให้ราคาตลาดของหุ้นอยู่ในระดับที่สูงมาก
4. การซื้อหุ้นกลับคืน ( Stock Pepurchase ) : การที่ธุรกิจนำเงินกำไรส่วนที่เก็บไว้ในรูปกำไรสะสมหรือเงินที่ได้จากการก่อหนี้ไปซื้อหุ้นสามัญที่ออกจำหน่ายแล้ว ทำให้หุ้นสามัญมีจำนวนน้อยลง ถ้าปัจจัยอื่นคงที่และสมมติว่าการซื้อหุ้นคืนไม่กระทบต่อความสามารถทำกำไรของธุรกิจ จะทำให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น เมื่อกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ราคาตลาดของหุ้นสามัญสูงขึ้น ถ้าธุรกิจนำเงินที่เก็บไว้ในรูปกำไรสะสมไปซื้อหุ้นกลับคืน ทำให้การจ่ายเงินปันผลลดน้อยลง แต่ถ้านักลงทุนขายหุ้นจะได้รับกำไรจากการขายหุ้นเนื่องจากราคาตลาดสูงขึ้น กำไรจาการขายหุ้นชดเชยได้พอดีกับเงินปันผลจ่ายที่น้อยลงการซื้อหุ้นกลับคืนจะกระทำเมื่อกิจการมีเงินทุนเหลือใช้เป็นการถาวร หรือต้องการลดจำนวนหุ้นสามัญที่หมุนเวียนในตลาดลง เพื่อทำให้ราคาตลาดหุ้นสามัญสูงอีก หรือเพิ่มอำนาจการควบคุมกิจการ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ถือหุ้นขายหุ้นให้กับบริษัทอื่น กิจการสามารถซื้อหุ้นกลับคืนมาได้ หุ้นที่ซื้อคืนนี้ เรียกว่า Treasury Stock
5. การรวมหุ้น ( Reverse Split ) : บริษัทสามารถทำการลดจำนวนหุ้นสามัญลงและเพิ่มมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นได้ การลดจำนวนหุ้นลงนี้ทำได้โดยการรวมหุ้น ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่ราคาตลาดของหุ้นต่ำมาก ธุรกิจก็จะทำการรวมหุ้นเพื่อให้จำนวนหุ้นในมือของผู้ถือหุ้นลดจำนวนลง ราคาตามมูลค่าของหุ้นจะเพิ่มขึ้น อันมีผลทำให้ราคาตลาดของหุ้นสูงขึ้น


คำถาม

1.นโยบายการจ่ายเงินปันผล แบ่งได้ กี่ประเภท อะไรบ้าง ?
2.การจ่ายปันผลในรูปของหุ้นสามัญออกใหม่ เรียกว่าอะไร ?
3.ข้อดี ข้อเสีย ของการจ่ายหุ้นปันผล ?

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

ตราสารอนุพันธ์

จัดทำบทความโดย :

นางสาว ขวัญฤทัย ฟ้าหวั่น เลขทะเบียน 4901100274

เรื่อง ตราสารอนุพันธ์













ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) คือ ตราสารทางการเงินที่ก่อกำเนิดจาก อ้างอิงจาก หรือผันแปรตาม สินทรัพย์อ้างอิง โดยทั่วไปตราสารอนุพันธ์จะมีมูลค่าขึ้นอยู่กับสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset)หรือตัวแปรอ้างอิงอื่น ๆ (Underlying Variable)
สินทรัพย์ที่อ้างอิง อาจเป็นตราสารทางการเงิน เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พันธบัตรตั๋วเงิน หุ้นสามัญ ฯลฯ หรืออาจเป็นสินค้าหรือสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น น้ำมัน ข้าว บ้าน รถยนต์ ฯลฯ ตามแต่ที่ ตราสารอนุพันธ์นั้นได้กำหนดไว้ ว่าเป็นการอ้างอิงถึงสินทรัพย์ใด
ตัวอย่างของอนุพันธ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนั้น เช่น สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินซึ่งปกติการซื้อขายบ้านและที่ดินเป็นการทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน โดยผู้ซื้อทำการวางเงินมัดจำจำนวนหนึ่ง ให้แก่ผู้ขาย เช่น บ้านมีราคา 3,000,000 บาท ผู้ซื้อได้ตกลงที่จะวางเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาทในวัน ทำสัญญา และจะมีการส่งมอบบ้านกันในอนาคต เช่น อีก 6 เดือนข้างหน้า ในระหว่างสัญญานั้นผู้ซื้อก็จะดำเนินการขอกู้เงินจากธนาคาร เพื่อนำมาซื้อบ้านและที่ดินดังกล่าว หากธนาคารอนุมัติเงินกู้ ผู้ซื้อก็จะนำเงิน มาชำระค่าบ้านตามสัญญา หรือหากผู้ซื้อไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารได้ ผู้ซื้อก็จะไม่สามารถทำตามสัญญาได้ผู้ขายก็จะยึดเงินมัดจำไป หรือหากผู้ซื้อสามารถขายสัญญาดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นได้ ผู้ซื้อก็จะได้รับเงินค่ามัดจำคืน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาที่ผู้ซื้อสามารถที่จะขายสัญญาจะซื้อจะขายได้ หากราคาบ้านมีราคาสูงขึ้นในระหว่าง เวลา 6 เดือน สัญญาดังกล่าวอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และถ้าราคาบ้านมีราคาลดลงในระหว่าง 6 เดือนสัญญาดังกล่าวอาจมีมูลค่าลดลง









สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินดังกล่าว เป็นตราสารอนุพันธ์ประเภทหนึ่ง เพราะสัญญาดังกล่าวสามารถ เปรียบได้เสมือนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งถูกนับเป็นหนึ่งในตราสารอนุพันธ์ คือ เป็นการตกลงกันล่วงหน้า เพื่อทำการซื้อขายบ้านกันในอนาคต โดยอาจมีการวางเงินมัดจำเป็นบางส่วนในปัจจุบัน และจะชำระค่าสินค้า หรือค่าบ้านและที่ดินที่เหลือในอนาคต โดยที่สัญญาดังกล่าวอาจมีราคาสูงขึ้นหรือลดลงก็ได้ หากราคาบ้าน และที่ดินซึ่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) เกิดมีราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระหว่างสัญญา





ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างแบบง่าย


ตราสารอนุพันธ์ที่จะแนะนำในที่นี้มี 2 ประเภทหลัก คือ











ผู้ลงทุนตราสารอนุพันธ์ในตลาด TFEX นั้น เมื่อได้รับกำไรจากการลงทุนจะมีภาระภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ในลักษณะเช่นเดียวกันกับภาระภาษีจากการลงทุนในตราสารทุน




ที่มา : http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=110&Itemid=94&limit=1&limitstart=0



คำถาม :

1.สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน เปรียบเสมือบเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพราะเหตุใด ?

2.ผู้ที่ลงทุนในตลาด TFEX เมื่อได้รับกำไรจะต้องมีภาระเสียภาษีหรือไม่ และถ้ามีเป็นภาษีประเภทใด ?

3.อนุพันธ์ทางการเงิน ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ได้แก่อะไรบ้าง ?

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

ตลาดสองล้อคาดปีนี้หด20%

จัดทำบทความโดย นางสาว มัตติกา กันทะ เลขทะเบียน 4901100597



ตลาดสองล้อปิดยอดปี 51 ขายเพิ่มขึ้น 6.5% รวม 1.7 ล้านคัน ฮอนด้ากวาด 1.15 ล้านคัน รั้งเก้าอี้แชมป์ 20 ปีรวด รับปีนี้ตลาดหด 20-25% ส่งรุ่นใหม่ลงตลาด ดึง "แดน" วรเวชช่วยโปรโมท
นายเซนจิโร่ ซากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ปี 2551 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.5% โดยมียอดจดทะเบียนรวม 1.7 ล้านคัน เป็นยอดจดทะเบียนของฮอนด้า 1.15 ล้านคัน หรือคิดเป็น 67.5% ส่งผลให้ฮอนด้ายังคงเป็นผู้นำตลาดติดต่อกันเป็นเวลา 20 ปี ส่วนในปี 2552 คาดการณ์ว่าพฤติกรรมการบริโภคจะมีการไตร่ตรองสูงมากยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งเน้นในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น รถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มีคุณสมบัติเด่นด้านความประหยัด และให้ประโยชน์ด้านการใช้ง่าย จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
ด้านนายอรรณพ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร เอ.พี. ฮอนด้า กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ค่ายผู้ผลิตเห็นพ้องกันว่า ในปีนี้ตลาดรวมรถจักรยานยนต์จะหดตัวลงมาในระดับ 20-25% หรือที่ประมาณ 1.35-1.4 ล้านคัน จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกโดยรวม เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักและมากเกินไป เมื่อตลาดต่างประเทศซบเซาผลกระทบลูกโซ่จึงส่งผลถึงการเลิกจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับราคาพืชผลการเกษตรที่หดตัวลงไปมากถึง 1 ใน 3
window.google_render_ad();
"เป้าหมายของฮอนด้าก็คือ รักษายอดขายให้ตกลงน้อยที่สุดหรือประมาณ 15-20% ระดับเดียวกับการถดถอยของตลาด นอกจากนี้ ผู้ผลิตทุกรายยังได้กักตุนวัตถุดิบตอนราคาพุ่งสูงไว้ ทำให้ขาดทุนสต็อกและลดความสามารถในการทำกำไรไปอีกส่วนหนึ่งด้วย" นายอรรณพกล่าว
ทั้งนี้ ฮอนด้าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่ ฮอนด้า เวฟ 110ไอ ใช้เครื่องยนต์ใหม่แบบ 4 จังหวะ ประหยัดน้ำมันขึ้น 18% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ค่าไอเสียมาตรฐานควบคุมไอเสียระดับ 6 และรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี20 และเพื่อให้รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ 110ไอ มีภาพลักษณ์โดดเด่นและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ฮอนด้าได้เลือก "แดน" วรเวช ดานุวงศ์ นักร้องนักแสดงยอดนิยม เป็นพรีเซ็นเตอร์ในการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ




ที่มา http://www.komchadluek./



คำถามจากบทความ

1.ในปี 2552 คาดการณ์ว่าพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคจะเป็นอย่าง เพื่อเหตุ

2.ในปีนี้ตลาดรวมรถจักรยานยนต์จะหดตัวลงมาในระดับ 20-25% หรือที่ประมาณ 1.35-1.4 ล้านคัน จากผลกระทบของ เศรษฐกิจโลกโดยรวม ซึ่งส่งผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไร

3.เป้าหมายของฮอนด้าคืออะไร



วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

อากู๋เสียวไส้งบโฆษณาหด ปีชวด-ฉลูปราบเซียน ธุรกิจบันเทิงไทย

จัดทำโดย นางสาวสุวิชา จันทรมาศ เลขทะเบียน 46210575


เศรษฐกิจปีชวด ทำหลายธุรกิจการค้าและบริการชวดรายได้ ถึงขั้นพังพาบเป็นแถว ด้านธุรกิจบันเทิงโดนหางเลขด้วย เพราะเม็ดเงินโฆษณาหายวับ ปี 51 กระทบธุรกิจบันเทิงขนาดเล็ก ขนาดกลางเต็มๆ ปี 52 “อากู๋-แกรมมี่” เสียวไส้หวั่นกระทบธุรกิจบันเทิงขนาดใหญ่ รวมถึงเครือจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ลุ้นพยุงยอดรายได้สิ้นปีฉลูเติบโต 20% สวนทางเศรษฐกิจซึมยาว
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รวมถึงการเติบโตของเทคโนโลยีล้ำสมัย ส่งผลกระทบกับธุรกิจบันเทิง รวมถึงกลุ่มบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ ด้วย เพราะปี 52 เม็ดเงินโฆษณาทั้งระบบน่าจะลดลง ซึ่งการจะสร้างรายได้ให้ธุรกิจบันเทิงอย่างไรในยามนี้ ในส่วนของกลุ่มบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ ที่มีธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม คือ 1. ธุรกิจเพลง 2. ธุรกิจมีเดีย ซึ่งธุรกิจมีเดียที่มีฐานรายการวิทยุ 4 คลื่น รายการโทรทัศน์ ละคร นิตยสาร และอีเวนท์ ภายใต้บริษัทอินเด็กซ์อีเวนท์ ได้มีการปรับตัวรับสถานการณ์แล้ว ซึ่งทำให้ยอดเม็ดเงินโฆษณาของทั้งกลุ่มเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% สวนทางกับตลาด
ทั้งนี้ แม้กลุ่มธุรกิจเอไทม์มีเดีย เอ็กแซ็กท์ และจีเอ็มเอ็มทีวีจะมีความแข็งแกร่ง ก็ประมาทไม่ได้ เพราะปีนี้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กถูกตัดงบโฆษณาลงแทบไม่เหลือ ปีหน้าน่าจะถึงคิวของบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งยอมรับว่าหวั่นไหวบ้าง แต่ก็ยังหวังว่าไม่น่าจะรุนแรงมาก โดยจะพยายามรักษายอดรายได้รวมสิ้นปี 52 ไว้ไม่ให้ตก
ส่วนธุรกิจเพลงที่เป็นธุรกิจหลัก สัดส่วนรายได้ 60% ได้ปรับแผน ปรับตัว เพื่อต่อสู้กับ MP3 และแผ่นผีมาโดยตลอด พอเข้าสู่ยุคดิจิตอล การดาวน์โหลดก็เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ให้เป็นระบบเปิดรับสมาชิก เก็บค่าบริการเดือนละ 20 บาท ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นปี 51 ที่ผ่านมา นำร่องด้วยการร่วมกับบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ทำแคมเปญ “แฮปปี้ แวมไพร์ *333” (Happy Vampires*333) เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนดาวน์โหลดเพลงในเครือแกรมมี่อย่างถูกกฎหมายแบบไม่จำกัด ซึ่งประสบความสำเร็จเกินคาด ทำให้ “ดิจิตอลดาวน์โหลด” กลายเป็นรายได้หลักของกลุ่มธุรกิจเพลงของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่
“การยอมหั่นราคาค่าดาวน์โหลดเพลงในสังกัดลงมาฮวบฮาบ จากปกติที่ค่าดาวน์โหลดเพลงเต็มราคาอยู่ที่เพลงละ 35-40 บาท เพราะที่ผ่านมาโมเดลธุรกิจเพลงผิดปกติ รายได้ของค่ายเพลงและคนในวงการลดลงมาก จากปัญหาเทปผีซีดีเถื่อนและการดาวน์โหลดเพลงฟังฟรีแบบผิดกฎหมาย การหันเข้าหากระแสดิจิตอลดาวน์โหลด น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่บริษัทจะอยู่รอด”
อย่างไรก็ตาม จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ไม่มีนโยบายที่จะจำกัดการให้บริการแต่เฉพาะดีแทคเท่านั้น ในอนาคตมีแผนร่วมทำกับค่ายอื่นด้วย
นายไพบูลย์กล่าวว่า การใช้กลยุทธ์ระบบเปิดรับสมาชิก หรือเปลี่ยนลักษณะธุรกิจที่เดิมขายตรงกับผู้ซื้อ มาเป็นขายในรูปแบบเหมาจ่ายรายเดือน ทำให้บริษัทไม่มีความกังวล แม้ปี 52 ภาพรวมของเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงเศรษฐกิจประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่องก็ตาม เพราะค่าบริการรายเดือน ที่เก็บเดือนละ 20 บาท ณ วันนี้ถือว่าต่ำสุดในท้องตลาด และเป็นรายได้ถาวรทุกเดือน ซึ่งถือว่ากินน้อยแต่กินนาน ประกอบกับปี 52 มีโทรศัพท์มือถือระบบ 3G เข้ามาในตลาด การเป็นบริษัทที่มีคอนเทนต์หรือเนื้อหาด้านบันเทิงมากที่สุดอย่าง
จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ น่าจะเป็นโอกาสที่ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจะเข้ามาใช้บริการของเราเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีฐานสมาชิก 700,000-1,000,000 คน ตั้งเป้ามีฐานสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 1,500,000 คนในปี 52 และทะลุ 10 ล้านคน ภายใน 3-5 ปี เนื่องจากจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปัจจุบันมีมากถึง 56 ล้านเครื่อง
สำหรับผลประกอบการสิ้นปี 51 น่าจะทำได้ถึง 8,000 ล้านบาท และมีผลกำไรเติบโต 40% ซึ่งสูงสุดในรอบ 25 ปีที่ดำเนินธุรกิจมา แม้ปีนี้จะเป็นปีปราบเซียน เจอวิกฤติ ทำตลาดลำบากตั้งแต่ต้นปีและต่อเนื่องยาวถึงปลายปี โดยสัดส่วนรายได้หลักยังเป็นกลุ่มธุรกิจเพลง 60% กลุ่มธุรกิจมีเดียและอีเวนท์ 40% ขณะที่ผลกำไรมาจากกลุ่มธุรกิจเพลง 70% กลุ่มธุรกิจมีเดียและอีเวนท์ 30% โดยในส่วนของผลกำไรกลุ่มธุรกิจเพลงมาจากดิจิตอลดาวน์โหลด 50-60%
ซึ่งปี 52 รายได้และผลกำไรกลุ่มธุรกิจเพลง ก็ยังมาจากดิจิตอลดาวน์โหลด 50-60% ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ยอดรายได้รวมบริษัทจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ เติบโต 20% ในสิ้นปีตามคาด เป็นผลจากการวางแผนธุรกิจและแผนการทำตลาดรอบคอบขึ้น ธุรกิจอะไรไม่แน่ใจก็ถอยก่อน เพื่อรักษายอดรายได้และผลกำไรไม่ให้ต่ำกว่าปี 51
“ที่หลายคนกังวลว่าความเจริญด้านเทคโน-โลยี และการขยายตัวของดิจิตอลดาวน์โหลดที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และอาจมาแทนที่ซีดีเพลงนั้น ผมเชื่อว่าดิจิตอลคงแทนที่ไม่หมด ซีดีเพลงยังคงต้องมีอยู่ แต่อาจมีจำนวนลดน้อยลง ซึ่งปี 51 ทั้งปียอดขายซีดีเพลงทั้งตลาดมีประมาณ 10 ล้านแผ่น ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าก็น่าจะอยู่ในระดับเดียวกัน”
นายไพบูลย์กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่น่าจะมีผลกระทบกับธุรกิจบันเทิงมากนัก แต่ที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจบันเทิงอย่างเห็นได้ชัด คือ การเมือง เนื่องจากการเมืองเป็นต้นเหตุใหญ่ที่ทำให้อุตสาหกรรมแย่ลง บรรยากาศซึมเศร้า คนไม่ดูหนังฟังเพลงนอกบ้าน ซึ่งวันนี้จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ก็พยายามต่อสู้เอาตัวเองให้รอดให้มากที่สุด ในสภาวการณ์ผิดปกติแบบนี้
โดยการต่อสู้เพื่อเอาตัวเองให้รอดในปีหน้าและปีต่อๆไป นอกจากการปรับตัวรับสถานการณ์แล้ว ยังปรับแผนรบด้วยการขยายธุรกิจใหม่ต่อเนื่องด้วย อาทิ ทีวีดาวเทียม หลังทุ่มงบลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ผุดทีวีดาวเทียม 5 ช่องในรูปแบบฟรี ทู แอร์ (Free To Air) คือ ยิงสัญญาณไปยังดาว เทียมไทยคม 5 เพื่อออกอากาศรายการต่างๆ ให้รับชมฟรีทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน 3 เครือข่ายหลัก คือ 1. เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นที่มีผู้รับชมประมาณ 2.5 ล้านครัวเรือน 2. จานดาวเทียมระบบซี-แบนด์ ที่มีผู้รับชมประมาณ 3.5 ล้านครัวเรือน และ 3. จานดาวเทียมระบบเคยู-แบนด์ที่มีผู้รับชมประมาณ 1 ล้านครัวเรือน ในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำแบรนด์และคอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนท์ที่แข็งแกร่งของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่รวมถึงมองเห็นโอกาสเติบโต.



ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=117769

คำถาม
  1. กลุ่มธุรกิจหลักของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ฯ มีกี่กลุ่ม อะไรบ้าง
  2. อะไรที่เป็นรายได้หลักของกลุ่มธุรกิจเพลงของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่
  3. สัดส่วนรายได้ทางกลุ่มธุรกิจใดที่มีกำไรมากที่สุด