จัดทำบทความโดย น.ส สุกัญญา มากทอง เลขทะเบียน 46210541
ชงแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ เสนอลดภาษีเหลือ 25% แลกจ้างงานเพิ่ม
เอกชนเสนอแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 25% แลกจ้างงานเพิ่ม หนุนหักภาษีตั๋วเครื่องบิน-โรงแรม เพิ่ม "แวตรีฟันด์" ค่าเดินทาง-ที่พัก ช่วยกระตุ้นท่องเที่ยว ดันอสังหาฯ เป็นกลไกหลักขับเคื่อนเศรษฐกิจ
นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยในงานเสวนาโต๊ะกลมกรุงเทพธุรกิจหัวข้อเรื่อง "ทางเลือก-ทางรอด ธุรกิจอสังหาฯ ปี 52 ฝ่าปัจจัยลบเศรษฐกิจ-การเมือง" ว่าในฐานะตัวแทนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ได้มีการนำเสนอแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ เพื่อพิจารณาในการวางนโยบายเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
1.เสนอให้มีการลดภาษีนิติบุคคลจากปกติ 30% เหลือ 25% สำหรับบริษัทที่มีรายได้ภาษีสูงขึ้น และต้องเป็นบริษัทที่ไม่มีการเลิกจ้างงาน ในทางกลับกัน ก็ให้สำหรับบริษัทที่มีการจ้างงานเพิ่มด้วย เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนลดปัญหาการว่างงาน
2.ข้อเสนอเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้สามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้จากค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว จากค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม ได้ในวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาท เพื่อกระตุ้นให้คนเที่ยวในประเทศมากขึ้น
3.เสนอให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของค่าใช้จ่ายหลักเช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง เป็นต้น เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่นักท่องเที่ยว
4.กระตุ้นเงินออกมาสู่ระบบ โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รักษาระดับดอกเบี้ยนโยบาย หรือดอกเบี้ยอาร์พี ให้อยู่ระดับต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ เพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้เพิ่มขึ้น
5.ขอให้รัฐบาลยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้ จากเงินฝากประจำ เพื่อกระตุ้นให้คนนำเงินมาฝากประจำ
6.ขอให้มีการลดหรือยกเว้น ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเงินปันผลหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันเก็บอยู่ 10%
7.เสนอปรับปรุงกฎหมาย เพื่อลดปัญหาอุปสรรคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่นกฎหมายสิ่งแวดล้อม ก่อนหน้านี้มีการเสนอโครงการจัดสรรเกิน 250 แปลงต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้ 500 แปลง อยากเสนอให้หยุดการแก้กฎหมายนี้ เพื่อป้องกันปัญหาความล่าช้าในการทำธุรกิจ
8.ให้รัฐบาลเร่งโครงการเมกกะโปรเจกท์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชน และเป็นการจ้างงาน ในภาวะปัจจุบันที่วัสดุก่อสร้างลดราคา เหล็กลดราคา วัสดุอื่นๆ ก็ลดราคา น้ำมันลดราคา ค่าแรงก็ไม่ขึ้น เป็นเวลาที่เหมาะสมจะลงทุน
ด้านนายปฏิมา จีระแพทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เสนอให้รัฐบาลหันมาพิจารณาการเพิ่มอัตราส่วนการถือกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ ในห้องชุดคอนโดมิเนียม ซึ่งเดิมพ.ร.บ.อาคารชุด กำหนดไว้เพียง 49% เสนอเพิ่มเป็น 70% หรือ 100% โดยอาจกำหนดเป็นโซนที่เหมาะสม และยังเจาะจงไปที่นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่มีความต้องการอยู่อาศัยในไทยจำนวนมาก มักมีปัญหาเรื่องการขอวีซ่า เข้าไทยอยู่ได้เพียง 3 เดือน เสนอให้รัฐบาลเพิ่มเวลาวีซ่าให้คนกลุ่มนี้อยู่ในไทยได้นานขึ้น เสนอให้มีการปรับสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว จากเดิม 30% ให้เป็น 60-90 ปี เพื่อกระตุ้นการลงทุนช่วยแก้ปัญหาคนว่างงาน ที่คาดว่าปีหน้าอาจมีการเลิกจ้างสูงถึง 1.7 ล้านคน โดยอยากให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ยึดที่ดินมาจากลูกหนี้ ธ.ก.ส.น่าจะนำที่ดินเหล่านั้นออกมาปล่อยให้เช่าราคาต่ำพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกงาน
ที่มา www.komchadluek.net/2008/12/22/x-eco-d001-327274.php?new-id=327274
คำถาม
1.เอกชนมีการเสนอแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพิจารณามีการวางนโยบายเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง
2.เอกชนเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการเพิ่มอัตราส่วนการถือกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติกี่เปอร์เซ็นต์
3.เอกชนเสนอให้รัฐบาลปรับสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวของเกษตกรเป็นกี่ปี เพราะอะไร
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551
BCP เชื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปีหน้าอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
จัดทำบทความโดย นางสาวสุพรรษา ศรีสุวรรณ์ เลขทะเบียน 4901108430
เรื่อง BCP เชื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปีหน้าอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บางจากปิโตรเลียม (BCP) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปีหน้าจะไม่ปรับตัวลดลงต่ำถึง 30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ หรือ โอเปก จะไม่ปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำมากนัก จึงต้องจับตามองการประชุมของกลุ่มโอเปกในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ว่าจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอีกหรือไม่
ในขณะที่บางจากพยายามเก็บสต๊อกน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำสุด คือ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ร้อยละ 5 ของยอดขายทั้งหมด และปริมาณน้ำมันที่ใช้หมุนเวียนเล็กน้อย ป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง และมองว่าปริมาณสำรองน้ำมันปัจจุบันของไทยที่ร้อยละ 5 เป็นระดับที่ถือว่ามีความเหมาะสมแล้วกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพื่อเป็นการรองรับเศรษฐกิจที่อาจฟื้นตัวกลับมาเร็วขึ้น
นายอนุสรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบิน (เจท) ว่า ขณะนี้ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันเครื่องบินของสายการบินต่างๆ ยังไม่เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่มีการใช้เดิม เพราะสายการบินหลายสายยังไม่เพิ่มเที่ยวบินมากนัก เนื่องจากยอดนักท่องเที่ยวลดลงจากเหตุการณ์ปิดล้อมสนามบิน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบางจากมียอดผลิตน้ำมันเครื่องบิน อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านลิตรต่อเดือน แต่ปัจจุบันการผลิตลดลงมาอยู่ที่ 20 - 30 ล้านลิตรต่อเดือน ในขณะที่ทั้งระบบการผลิตน้ำมันเครื่องบินโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านลิตรต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในอีก 1 — 2 เดือนข้างหน้า การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบินจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจะนำไปผลิตเป็นน้ำมันดีเซลแทน แต่ต้องดูว่าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทยจะมีการเพิ่มเที่ยวบินหรือไม่ เพราะจะช่วยให้ปริมาณการใช้น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นด้วย
ที่มา http://www.ryt9.com/news/2008-12-14/48756168/
คำถาม
1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจม. บางจากปิโตรเลียม (BPC) กล่าวถึงสถานการณ์จากการจำหน่ายน้ำมันเครื่องบิน (เจท) ว่าอย่างไร
2. บางจากเก็บน้ำมันอยู่ในระดับต่ำสุดอย่างไร และปริมาณสำรองน้ำมันปัจจุบันของไทยเป็นอย่างไร
3. น้ำมันเครื่องบินที่ผลิตลดลงครึ่งหนึ่งจะนำไปทำอะไร เพราะอย่างไร
เรื่อง BCP เชื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปีหน้าอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บางจากปิโตรเลียม (BCP) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปีหน้าจะไม่ปรับตัวลดลงต่ำถึง 30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ หรือ โอเปก จะไม่ปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำมากนัก จึงต้องจับตามองการประชุมของกลุ่มโอเปกในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ว่าจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอีกหรือไม่
ในขณะที่บางจากพยายามเก็บสต๊อกน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำสุด คือ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ร้อยละ 5 ของยอดขายทั้งหมด และปริมาณน้ำมันที่ใช้หมุนเวียนเล็กน้อย ป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง และมองว่าปริมาณสำรองน้ำมันปัจจุบันของไทยที่ร้อยละ 5 เป็นระดับที่ถือว่ามีความเหมาะสมแล้วกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพื่อเป็นการรองรับเศรษฐกิจที่อาจฟื้นตัวกลับมาเร็วขึ้น
นายอนุสรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบิน (เจท) ว่า ขณะนี้ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันเครื่องบินของสายการบินต่างๆ ยังไม่เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่มีการใช้เดิม เพราะสายการบินหลายสายยังไม่เพิ่มเที่ยวบินมากนัก เนื่องจากยอดนักท่องเที่ยวลดลงจากเหตุการณ์ปิดล้อมสนามบิน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบางจากมียอดผลิตน้ำมันเครื่องบิน อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านลิตรต่อเดือน แต่ปัจจุบันการผลิตลดลงมาอยู่ที่ 20 - 30 ล้านลิตรต่อเดือน ในขณะที่ทั้งระบบการผลิตน้ำมันเครื่องบินโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านลิตรต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในอีก 1 — 2 เดือนข้างหน้า การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบินจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจะนำไปผลิตเป็นน้ำมันดีเซลแทน แต่ต้องดูว่าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทยจะมีการเพิ่มเที่ยวบินหรือไม่ เพราะจะช่วยให้ปริมาณการใช้น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นด้วย
ที่มา http://www.ryt9.com/news/2008-12-14/48756168/
คำถาม
1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจม. บางจากปิโตรเลียม (BPC) กล่าวถึงสถานการณ์จากการจำหน่ายน้ำมันเครื่องบิน (เจท) ว่าอย่างไร
2. บางจากเก็บน้ำมันอยู่ในระดับต่ำสุดอย่างไร และปริมาณสำรองน้ำมันปัจจุบันของไทยเป็นอย่างไร
3. น้ำมันเครื่องบินที่ผลิตลดลงครึ่งหนึ่งจะนำไปทำอะไร เพราะอย่างไร
วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551
กรมการค้าภายใน เจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร
จัดทำบทความโดย นางสาวเกล็ดแก้ว พิเสฎฐศลาศัย เลขทะเบียน 4901108419
เรื่อง:กรมการค้าภายใน เจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร
กรมการค้าภายใน เจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆ ลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร พร้อมเตรียมขอความร่วมมือผู้ประกอบการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปรับลดราคาสินค้า หลังต้นทุนวัตถุดิบลดลงอย่างมาก
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังเชิญตัวแทนห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มาหารือ ว่า จากที่กรมการค้าภายใน ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่า ภายในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล มีการจำหน่ายอาหารค่อนข้างแพง ราคาประมาณจานละ 40 บาท ผลการหารือ ทางห้างยินดีจะปรับลดราคาอาหารในศูนย์อาหารเหลือจานละตั้งแต่ 35 บาท และจานละ 35 บาท เหลือ 30 บาทในบางรายการ โดยคาดว่าจะเริ่มลดราคาอาหารได้ตั้งแต่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสเป็นต้นไป นอกจากนี้จะเชิญกลุ่มเดอะมอลล์เข้าหารือ ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ ขอให้ปรับลดราคาอาหารภายในศูนย์อาหารของห้างด้วยเพราะได้รับการร้องเรียนเช่นเดียวกัน
อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การขอความร่วมมือปรับลดราคาอาหารครั้งนี้เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เช่น เนื้อสุกร เนื้อไก่ ไข่ไก่ กุ้ง ผักทุกชนิด เครื่องปรุงมีแนวโน้มลดราคาลงต่อเนื่อง และอาหารสำเร็จรูปที่จำหน่ายตามศูนย์อาหารในห้างน่าจะสามารถลดลงมาให้เหลือเฉลี่ยจานละ 25 บาทได้ เพราะก่อนหน้านี้ แต่ละกลุ่มห้างสรรพสินค้าที่กรมการค้าภายในเชิญมาหารือยินดีปรับลดราคาอาหารลง แต่มีบางห้างไม่เข้าร่วมประชุม จึงไม่ได้ปรับลดราคาอาหารลงมา ซึ่งกรมการค้าภายในจะเชิญมาหารือและขอความร่วมมือต่อไป นอกจากนี้จะเชิญกลุ่มผู้ค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาหารือเพื่อขอปรับลดราคาด้วยในสัปดาห์หน้า เนื่องจากราคาแป้งสาลีที่เป็นวัตถุดิบหลักได้ปรับตัวลดลงมากแล้ว
ที่มา : http://www.khum.net/news-read/1038068
คำถาม
1.เหตุใดกรมการค้าภายในจึงเจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆให้ลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร ?
2.ผลจากการเจรจานี้คาดว่าจะเริ่มใช้เมื่อใด ?
3.อาหารที่จำหน่ายคาดว่าจะสามารถลดลงมาให้เหลือเฉลี่ยจานละเท่าใด ?
เรื่อง:กรมการค้าภายใน เจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร
กรมการค้าภายใน เจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆ ลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร พร้อมเตรียมขอความร่วมมือผู้ประกอบการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปรับลดราคาสินค้า หลังต้นทุนวัตถุดิบลดลงอย่างมาก
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังเชิญตัวแทนห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มาหารือ ว่า จากที่กรมการค้าภายใน ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่า ภายในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล มีการจำหน่ายอาหารค่อนข้างแพง ราคาประมาณจานละ 40 บาท ผลการหารือ ทางห้างยินดีจะปรับลดราคาอาหารในศูนย์อาหารเหลือจานละตั้งแต่ 35 บาท และจานละ 35 บาท เหลือ 30 บาทในบางรายการ โดยคาดว่าจะเริ่มลดราคาอาหารได้ตั้งแต่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสเป็นต้นไป นอกจากนี้จะเชิญกลุ่มเดอะมอลล์เข้าหารือ ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ ขอให้ปรับลดราคาอาหารภายในศูนย์อาหารของห้างด้วยเพราะได้รับการร้องเรียนเช่นเดียวกัน
อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การขอความร่วมมือปรับลดราคาอาหารครั้งนี้เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เช่น เนื้อสุกร เนื้อไก่ ไข่ไก่ กุ้ง ผักทุกชนิด เครื่องปรุงมีแนวโน้มลดราคาลงต่อเนื่อง และอาหารสำเร็จรูปที่จำหน่ายตามศูนย์อาหารในห้างน่าจะสามารถลดลงมาให้เหลือเฉลี่ยจานละ 25 บาทได้ เพราะก่อนหน้านี้ แต่ละกลุ่มห้างสรรพสินค้าที่กรมการค้าภายในเชิญมาหารือยินดีปรับลดราคาอาหารลง แต่มีบางห้างไม่เข้าร่วมประชุม จึงไม่ได้ปรับลดราคาอาหารลงมา ซึ่งกรมการค้าภายในจะเชิญมาหารือและขอความร่วมมือต่อไป นอกจากนี้จะเชิญกลุ่มผู้ค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาหารือเพื่อขอปรับลดราคาด้วยในสัปดาห์หน้า เนื่องจากราคาแป้งสาลีที่เป็นวัตถุดิบหลักได้ปรับตัวลดลงมากแล้ว
ที่มา : http://www.khum.net/news-read/1038068
คำถาม
1.เหตุใดกรมการค้าภายในจึงเจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆให้ลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร ?
2.ผลจากการเจรจานี้คาดว่าจะเริ่มใช้เมื่อใด ?
3.อาหารที่จำหน่ายคาดว่าจะสามารถลดลงมาให้เหลือเฉลี่ยจานละเท่าใด ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

