วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

ตราสารอนุพันธ์

จัดทำบทความโดย :

นางสาว ขวัญฤทัย ฟ้าหวั่น เลขทะเบียน 4901100274

เรื่อง ตราสารอนุพันธ์













ตราสารอนุพันธ์ (Derivatives) คือ ตราสารทางการเงินที่ก่อกำเนิดจาก อ้างอิงจาก หรือผันแปรตาม สินทรัพย์อ้างอิง โดยทั่วไปตราสารอนุพันธ์จะมีมูลค่าขึ้นอยู่กับสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset)หรือตัวแปรอ้างอิงอื่น ๆ (Underlying Variable)
สินทรัพย์ที่อ้างอิง อาจเป็นตราสารทางการเงิน เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ พันธบัตรตั๋วเงิน หุ้นสามัญ ฯลฯ หรืออาจเป็นสินค้าหรือสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น น้ำมัน ข้าว บ้าน รถยนต์ ฯลฯ ตามแต่ที่ ตราสารอนุพันธ์นั้นได้กำหนดไว้ ว่าเป็นการอ้างอิงถึงสินทรัพย์ใด
ตัวอย่างของอนุพันธ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันนั้น เช่น สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินซึ่งปกติการซื้อขายบ้านและที่ดินเป็นการทำสัญญาจะซื้อจะขายกัน โดยผู้ซื้อทำการวางเงินมัดจำจำนวนหนึ่ง ให้แก่ผู้ขาย เช่น บ้านมีราคา 3,000,000 บาท ผู้ซื้อได้ตกลงที่จะวางเงินมัดจำจำนวน 500,000 บาทในวัน ทำสัญญา และจะมีการส่งมอบบ้านกันในอนาคต เช่น อีก 6 เดือนข้างหน้า ในระหว่างสัญญานั้นผู้ซื้อก็จะดำเนินการขอกู้เงินจากธนาคาร เพื่อนำมาซื้อบ้านและที่ดินดังกล่าว หากธนาคารอนุมัติเงินกู้ ผู้ซื้อก็จะนำเงิน มาชำระค่าบ้านตามสัญญา หรือหากผู้ซื้อไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารได้ ผู้ซื้อก็จะไม่สามารถทำตามสัญญาได้ผู้ขายก็จะยึดเงินมัดจำไป หรือหากผู้ซื้อสามารถขายสัญญาดังกล่าวให้แก่ผู้อื่นได้ ผู้ซื้อก็จะได้รับเงินค่ามัดจำคืน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาที่ผู้ซื้อสามารถที่จะขายสัญญาจะซื้อจะขายได้ หากราคาบ้านมีราคาสูงขึ้นในระหว่าง เวลา 6 เดือน สัญญาดังกล่าวอาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และถ้าราคาบ้านมีราคาลดลงในระหว่าง 6 เดือนสัญญาดังกล่าวอาจมีมูลค่าลดลง









สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดินดังกล่าว เป็นตราสารอนุพันธ์ประเภทหนึ่ง เพราะสัญญาดังกล่าวสามารถ เปรียบได้เสมือนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งถูกนับเป็นหนึ่งในตราสารอนุพันธ์ คือ เป็นการตกลงกันล่วงหน้า เพื่อทำการซื้อขายบ้านกันในอนาคต โดยอาจมีการวางเงินมัดจำเป็นบางส่วนในปัจจุบัน และจะชำระค่าสินค้า หรือค่าบ้านและที่ดินที่เหลือในอนาคต โดยที่สัญญาดังกล่าวอาจมีราคาสูงขึ้นหรือลดลงก็ได้ หากราคาบ้าน และที่ดินซึ่งเป็นสินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset) เกิดมีราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงในระหว่างสัญญา





ตัวอย่างของตราสารอนุพันธ์ ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างแบบง่าย


ตราสารอนุพันธ์ที่จะแนะนำในที่นี้มี 2 ประเภทหลัก คือ











ผู้ลงทุนตราสารอนุพันธ์ในตลาด TFEX นั้น เมื่อได้รับกำไรจากการลงทุนจะมีภาระภาษีสำหรับบุคคลธรรมดา ในลักษณะเช่นเดียวกันกับภาระภาษีจากการลงทุนในตราสารทุน




ที่มา : http://edu.tsi-thailand.org/index.php?option=com_content&task=view&id=110&Itemid=94&limit=1&limitstart=0



คำถาม :

1.สัญญาจะซื้อจะขายบ้านและที่ดิน เปรียบเสมือบเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพราะเหตุใด ?

2.ผู้ที่ลงทุนในตลาด TFEX เมื่อได้รับกำไรจะต้องมีภาระเสียภาษีหรือไม่ และถ้ามีเป็นภาษีประเภทใด ?

3.อนุพันธ์ทางการเงิน ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ได้แก่อะไรบ้าง ?

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2552

ตลาดสองล้อคาดปีนี้หด20%

จัดทำบทความโดย นางสาว มัตติกา กันทะ เลขทะเบียน 4901100597



ตลาดสองล้อปิดยอดปี 51 ขายเพิ่มขึ้น 6.5% รวม 1.7 ล้านคัน ฮอนด้ากวาด 1.15 ล้านคัน รั้งเก้าอี้แชมป์ 20 ปีรวด รับปีนี้ตลาดหด 20-25% ส่งรุ่นใหม่ลงตลาด ดึง "แดน" วรเวชช่วยโปรโมท
นายเซนจิโร่ ซากุราอิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรถจักรยานยนต์ปี 2551 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.5% โดยมียอดจดทะเบียนรวม 1.7 ล้านคัน เป็นยอดจดทะเบียนของฮอนด้า 1.15 ล้านคัน หรือคิดเป็น 67.5% ส่งผลให้ฮอนด้ายังคงเป็นผู้นำตลาดติดต่อกันเป็นเวลา 20 ปี ส่วนในปี 2552 คาดการณ์ว่าพฤติกรรมการบริโภคจะมีการไตร่ตรองสูงมากยิ่งขึ้น เพื่อมุ่งเน้นในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้น รถจักรยานยนต์แบบครอบครัวที่มีคุณสมบัติเด่นด้านความประหยัด และให้ประโยชน์ด้านการใช้ง่าย จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง
ด้านนายอรรณพ พรประภา รองประธานกรรมการบริหาร เอ.พี. ฮอนด้า กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้ค่ายผู้ผลิตเห็นพ้องกันว่า ในปีนี้ตลาดรวมรถจักรยานยนต์จะหดตัวลงมาในระดับ 20-25% หรือที่ประมาณ 1.35-1.4 ล้านคัน จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกโดยรวม เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักและมากเกินไป เมื่อตลาดต่างประเทศซบเซาผลกระทบลูกโซ่จึงส่งผลถึงการเลิกจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม ประกอบกับราคาพืชผลการเกษตรที่หดตัวลงไปมากถึง 1 ใน 3
window.google_render_ad();
"เป้าหมายของฮอนด้าก็คือ รักษายอดขายให้ตกลงน้อยที่สุดหรือประมาณ 15-20% ระดับเดียวกับการถดถอยของตลาด นอกจากนี้ ผู้ผลิตทุกรายยังได้กักตุนวัตถุดิบตอนราคาพุ่งสูงไว้ ทำให้ขาดทุนสต็อกและลดความสามารถในการทำกำไรไปอีกส่วนหนึ่งด้วย" นายอรรณพกล่าว
ทั้งนี้ ฮอนด้าได้เปิดตัวรถจักรยานยนต์ใหม่ ฮอนด้า เวฟ 110ไอ ใช้เครื่องยนต์ใหม่แบบ 4 จังหวะ ประหยัดน้ำมันขึ้น 18% เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ค่าไอเสียมาตรฐานควบคุมไอเสียระดับ 6 และรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี20 และเพื่อให้รถจักรยานยนต์ ฮอนด้า เวฟ 110ไอ มีภาพลักษณ์โดดเด่นและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ฮอนด้าได้เลือก "แดน" วรเวช ดานุวงศ์ นักร้องนักแสดงยอดนิยม เป็นพรีเซ็นเตอร์ในการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ




ที่มา http://www.komchadluek./



คำถามจากบทความ

1.ในปี 2552 คาดการณ์ว่าพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคจะเป็นอย่าง เพื่อเหตุ

2.ในปีนี้ตลาดรวมรถจักรยานยนต์จะหดตัวลงมาในระดับ 20-25% หรือที่ประมาณ 1.35-1.4 ล้านคัน จากผลกระทบของ เศรษฐกิจโลกโดยรวม ซึ่งส่งผลกระทบกับประเทศไทยอย่างไร

3.เป้าหมายของฮอนด้าคืออะไร



วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552

อากู๋เสียวไส้งบโฆษณาหด ปีชวด-ฉลูปราบเซียน ธุรกิจบันเทิงไทย

จัดทำโดย นางสาวสุวิชา จันทรมาศ เลขทะเบียน 46210575


เศรษฐกิจปีชวด ทำหลายธุรกิจการค้าและบริการชวดรายได้ ถึงขั้นพังพาบเป็นแถว ด้านธุรกิจบันเทิงโดนหางเลขด้วย เพราะเม็ดเงินโฆษณาหายวับ ปี 51 กระทบธุรกิจบันเทิงขนาดเล็ก ขนาดกลางเต็มๆ ปี 52 “อากู๋-แกรมมี่” เสียวไส้หวั่นกระทบธุรกิจบันเทิงขนาดใหญ่ รวมถึงเครือจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ลุ้นพยุงยอดรายได้สิ้นปีฉลูเติบโต 20% สวนทางเศรษฐกิจซึมยาว
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวยอมรับว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน รวมถึงการเติบโตของเทคโนโลยีล้ำสมัย ส่งผลกระทบกับธุรกิจบันเทิง รวมถึงกลุ่มบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ ด้วย เพราะปี 52 เม็ดเงินโฆษณาทั้งระบบน่าจะลดลง ซึ่งการจะสร้างรายได้ให้ธุรกิจบันเทิงอย่างไรในยามนี้ ในส่วนของกลุ่มบริษัทจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ ที่มีธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม คือ 1. ธุรกิจเพลง 2. ธุรกิจมีเดีย ซึ่งธุรกิจมีเดียที่มีฐานรายการวิทยุ 4 คลื่น รายการโทรทัศน์ ละคร นิตยสาร และอีเวนท์ ภายใต้บริษัทอินเด็กซ์อีเวนท์ ได้มีการปรับตัวรับสถานการณ์แล้ว ซึ่งทำให้ยอดเม็ดเงินโฆษณาของทั้งกลุ่มเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% สวนทางกับตลาด
ทั้งนี้ แม้กลุ่มธุรกิจเอไทม์มีเดีย เอ็กแซ็กท์ และจีเอ็มเอ็มทีวีจะมีความแข็งแกร่ง ก็ประมาทไม่ได้ เพราะปีนี้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กถูกตัดงบโฆษณาลงแทบไม่เหลือ ปีหน้าน่าจะถึงคิวของบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งยอมรับว่าหวั่นไหวบ้าง แต่ก็ยังหวังว่าไม่น่าจะรุนแรงมาก โดยจะพยายามรักษายอดรายได้รวมสิ้นปี 52 ไว้ไม่ให้ตก
ส่วนธุรกิจเพลงที่เป็นธุรกิจหลัก สัดส่วนรายได้ 60% ได้ปรับแผน ปรับตัว เพื่อต่อสู้กับ MP3 และแผ่นผีมาโดยตลอด พอเข้าสู่ยุคดิจิตอล การดาวน์โหลดก็เปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ให้เป็นระบบเปิดรับสมาชิก เก็บค่าบริการเดือนละ 20 บาท ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นปี 51 ที่ผ่านมา นำร่องด้วยการร่วมกับบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ทำแคมเปญ “แฮปปี้ แวมไพร์ *333” (Happy Vampires*333) เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนดาวน์โหลดเพลงในเครือแกรมมี่อย่างถูกกฎหมายแบบไม่จำกัด ซึ่งประสบความสำเร็จเกินคาด ทำให้ “ดิจิตอลดาวน์โหลด” กลายเป็นรายได้หลักของกลุ่มธุรกิจเพลงของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่
“การยอมหั่นราคาค่าดาวน์โหลดเพลงในสังกัดลงมาฮวบฮาบ จากปกติที่ค่าดาวน์โหลดเพลงเต็มราคาอยู่ที่เพลงละ 35-40 บาท เพราะที่ผ่านมาโมเดลธุรกิจเพลงผิดปกติ รายได้ของค่ายเพลงและคนในวงการลดลงมาก จากปัญหาเทปผีซีดีเถื่อนและการดาวน์โหลดเพลงฟังฟรีแบบผิดกฎหมาย การหันเข้าหากระแสดิจิตอลดาวน์โหลด น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่บริษัทจะอยู่รอด”
อย่างไรก็ตาม จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ไม่มีนโยบายที่จะจำกัดการให้บริการแต่เฉพาะดีแทคเท่านั้น ในอนาคตมีแผนร่วมทำกับค่ายอื่นด้วย
นายไพบูลย์กล่าวว่า การใช้กลยุทธ์ระบบเปิดรับสมาชิก หรือเปลี่ยนลักษณะธุรกิจที่เดิมขายตรงกับผู้ซื้อ มาเป็นขายในรูปแบบเหมาจ่ายรายเดือน ทำให้บริษัทไม่มีความกังวล แม้ปี 52 ภาพรวมของเศรษฐกิจทั่วโลกรวมถึงเศรษฐกิจประเทศไทยยังคงอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่องก็ตาม เพราะค่าบริการรายเดือน ที่เก็บเดือนละ 20 บาท ณ วันนี้ถือว่าต่ำสุดในท้องตลาด และเป็นรายได้ถาวรทุกเดือน ซึ่งถือว่ากินน้อยแต่กินนาน ประกอบกับปี 52 มีโทรศัพท์มือถือระบบ 3G เข้ามาในตลาด การเป็นบริษัทที่มีคอนเทนต์หรือเนื้อหาด้านบันเทิงมากที่สุดอย่าง
จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ น่าจะเป็นโอกาสที่ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวจะเข้ามาใช้บริการของเราเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีฐานสมาชิก 700,000-1,000,000 คน ตั้งเป้ามีฐานสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 1,500,000 คนในปี 52 และทะลุ 10 ล้านคน ภายใน 3-5 ปี เนื่องจากจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปัจจุบันมีมากถึง 56 ล้านเครื่อง
สำหรับผลประกอบการสิ้นปี 51 น่าจะทำได้ถึง 8,000 ล้านบาท และมีผลกำไรเติบโต 40% ซึ่งสูงสุดในรอบ 25 ปีที่ดำเนินธุรกิจมา แม้ปีนี้จะเป็นปีปราบเซียน เจอวิกฤติ ทำตลาดลำบากตั้งแต่ต้นปีและต่อเนื่องยาวถึงปลายปี โดยสัดส่วนรายได้หลักยังเป็นกลุ่มธุรกิจเพลง 60% กลุ่มธุรกิจมีเดียและอีเวนท์ 40% ขณะที่ผลกำไรมาจากกลุ่มธุรกิจเพลง 70% กลุ่มธุรกิจมีเดียและอีเวนท์ 30% โดยในส่วนของผลกำไรกลุ่มธุรกิจเพลงมาจากดิจิตอลดาวน์โหลด 50-60%
ซึ่งปี 52 รายได้และผลกำไรกลุ่มธุรกิจเพลง ก็ยังมาจากดิจิตอลดาวน์โหลด 50-60% ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ยอดรายได้รวมบริษัทจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ เติบโต 20% ในสิ้นปีตามคาด เป็นผลจากการวางแผนธุรกิจและแผนการทำตลาดรอบคอบขึ้น ธุรกิจอะไรไม่แน่ใจก็ถอยก่อน เพื่อรักษายอดรายได้และผลกำไรไม่ให้ต่ำกว่าปี 51
“ที่หลายคนกังวลว่าความเจริญด้านเทคโน-โลยี และการขยายตัวของดิจิตอลดาวน์โหลดที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และอาจมาแทนที่ซีดีเพลงนั้น ผมเชื่อว่าดิจิตอลคงแทนที่ไม่หมด ซีดีเพลงยังคงต้องมีอยู่ แต่อาจมีจำนวนลดน้อยลง ซึ่งปี 51 ทั้งปียอดขายซีดีเพลงทั้งตลาดมีประมาณ 10 ล้านแผ่น ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าก็น่าจะอยู่ในระดับเดียวกัน”
นายไพบูลย์กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นไม่น่าจะมีผลกระทบกับธุรกิจบันเทิงมากนัก แต่ที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจบันเทิงอย่างเห็นได้ชัด คือ การเมือง เนื่องจากการเมืองเป็นต้นเหตุใหญ่ที่ทำให้อุตสาหกรรมแย่ลง บรรยากาศซึมเศร้า คนไม่ดูหนังฟังเพลงนอกบ้าน ซึ่งวันนี้จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ก็พยายามต่อสู้เอาตัวเองให้รอดให้มากที่สุด ในสภาวการณ์ผิดปกติแบบนี้
โดยการต่อสู้เพื่อเอาตัวเองให้รอดในปีหน้าและปีต่อๆไป นอกจากการปรับตัวรับสถานการณ์แล้ว ยังปรับแผนรบด้วยการขยายธุรกิจใหม่ต่อเนื่องด้วย อาทิ ทีวีดาวเทียม หลังทุ่มงบลงทุนกว่า 500 ล้านบาท ผุดทีวีดาวเทียม 5 ช่องในรูปแบบฟรี ทู แอร์ (Free To Air) คือ ยิงสัญญาณไปยังดาว เทียมไทยคม 5 เพื่อออกอากาศรายการต่างๆ ให้รับชมฟรีทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน 3 เครือข่ายหลัก คือ 1. เคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นที่มีผู้รับชมประมาณ 2.5 ล้านครัวเรือน 2. จานดาวเทียมระบบซี-แบนด์ ที่มีผู้รับชมประมาณ 3.5 ล้านครัวเรือน และ 3. จานดาวเทียมระบบเคยู-แบนด์ที่มีผู้รับชมประมาณ 1 ล้านครัวเรือน ในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตอกย้ำแบรนด์และคอนเทนต์เอ็นเตอร์เทนเมนท์ที่แข็งแกร่งของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่รวมถึงมองเห็นโอกาสเติบโต.



ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=117769

คำถาม
  1. กลุ่มธุรกิจหลักของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ฯ มีกี่กลุ่ม อะไรบ้าง
  2. อะไรที่เป็นรายได้หลักของกลุ่มธุรกิจเพลงของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่
  3. สัดส่วนรายได้ทางกลุ่มธุรกิจใดที่มีกำไรมากที่สุด