จัดทำบทความโดย น.ส สุกัญญา มากทอง เลขทะเบียน 46210541
ชงแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ เสนอลดภาษีเหลือ 25% แลกจ้างงานเพิ่ม
เอกชนเสนอแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 25% แลกจ้างงานเพิ่ม หนุนหักภาษีตั๋วเครื่องบิน-โรงแรม เพิ่ม "แวตรีฟันด์" ค่าเดินทาง-ที่พัก ช่วยกระตุ้นท่องเที่ยว ดันอสังหาฯ เป็นกลไกหลักขับเคื่อนเศรษฐกิจ
นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยในงานเสวนาโต๊ะกลมกรุงเทพธุรกิจหัวข้อเรื่อง "ทางเลือก-ทางรอด ธุรกิจอสังหาฯ ปี 52 ฝ่าปัจจัยลบเศรษฐกิจ-การเมือง" ว่าในฐานะตัวแทนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ได้มีการนำเสนอแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนำเสนอต่อรัฐบาลใหม่ เพื่อพิจารณาในการวางนโยบายเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
1.เสนอให้มีการลดภาษีนิติบุคคลจากปกติ 30% เหลือ 25% สำหรับบริษัทที่มีรายได้ภาษีสูงขึ้น และต้องเป็นบริษัทที่ไม่มีการเลิกจ้างงาน ในทางกลับกัน ก็ให้สำหรับบริษัทที่มีการจ้างงานเพิ่มด้วย เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนลดปัญหาการว่างงาน
2.ข้อเสนอเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้สามารถหักลดหย่อนภาษีเงินได้จากค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว จากค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม ได้ในวงเงินไม่เกิน 2 หมื่นบาท เพื่อกระตุ้นให้คนเที่ยวในประเทศมากขึ้น
3.เสนอให้คืนภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนของค่าใช้จ่ายหลักเช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง เป็นต้น เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่นักท่องเที่ยว
4.กระตุ้นเงินออกมาสู่ระบบ โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รักษาระดับดอกเบี้ยนโยบาย หรือดอกเบี้ยอาร์พี ให้อยู่ระดับต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ เพื่อให้ธนาคารปล่อยกู้เพิ่มขึ้น
5.ขอให้รัฐบาลยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้ จากเงินฝากประจำ เพื่อกระตุ้นให้คนนำเงินมาฝากประจำ
6.ขอให้มีการลดหรือยกเว้น ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเงินปันผลหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันเก็บอยู่ 10%
7.เสนอปรับปรุงกฎหมาย เพื่อลดปัญหาอุปสรรคในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่นกฎหมายสิ่งแวดล้อม ก่อนหน้านี้มีการเสนอโครงการจัดสรรเกิน 250 แปลงต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้ 500 แปลง อยากเสนอให้หยุดการแก้กฎหมายนี้ เพื่อป้องกันปัญหาความล่าช้าในการทำธุรกิจ
8.ให้รัฐบาลเร่งโครงการเมกกะโปรเจกท์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชน และเป็นการจ้างงาน ในภาวะปัจจุบันที่วัสดุก่อสร้างลดราคา เหล็กลดราคา วัสดุอื่นๆ ก็ลดราคา น้ำมันลดราคา ค่าแรงก็ไม่ขึ้น เป็นเวลาที่เหมาะสมจะลงทุน
ด้านนายปฏิมา จีระแพทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เสนอให้รัฐบาลหันมาพิจารณาการเพิ่มอัตราส่วนการถือกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ ในห้องชุดคอนโดมิเนียม ซึ่งเดิมพ.ร.บ.อาคารชุด กำหนดไว้เพียง 49% เสนอเพิ่มเป็น 70% หรือ 100% โดยอาจกำหนดเป็นโซนที่เหมาะสม และยังเจาะจงไปที่นักท่องเที่ยวกลุ่มสแกนดิเนเวีย ที่มีความต้องการอยู่อาศัยในไทยจำนวนมาก มักมีปัญหาเรื่องการขอวีซ่า เข้าไทยอยู่ได้เพียง 3 เดือน เสนอให้รัฐบาลเพิ่มเวลาวีซ่าให้คนกลุ่มนี้อยู่ในไทยได้นานขึ้น เสนอให้มีการปรับสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว จากเดิม 30% ให้เป็น 60-90 ปี เพื่อกระตุ้นการลงทุนช่วยแก้ปัญหาคนว่างงาน ที่คาดว่าปีหน้าอาจมีการเลิกจ้างสูงถึง 1.7 ล้านคน โดยอยากให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ยึดที่ดินมาจากลูกหนี้ ธ.ก.ส.น่าจะนำที่ดินเหล่านั้นออกมาปล่อยให้เช่าราคาต่ำพิเศษ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกงาน
ที่มา www.komchadluek.net/2008/12/22/x-eco-d001-327274.php?new-id=327274
คำถาม
1.เอกชนมีการเสนอแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อพิจารณามีการวางนโยบายเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง
2.เอกชนเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการเพิ่มอัตราส่วนการถือกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติกี่เปอร์เซ็นต์
3.เอกชนเสนอให้รัฐบาลปรับสัญญาเช่าที่ดินระยะยาวของเกษตกรเป็นกี่ปี เพราะอะไร
วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551
BCP เชื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปีหน้าอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
จัดทำบทความโดย นางสาวสุพรรษา ศรีสุวรรณ์ เลขทะเบียน 4901108430
เรื่อง BCP เชื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปีหน้าอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บางจากปิโตรเลียม (BCP) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปีหน้าจะไม่ปรับตัวลดลงต่ำถึง 30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ หรือ โอเปก จะไม่ปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำมากนัก จึงต้องจับตามองการประชุมของกลุ่มโอเปกในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ว่าจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอีกหรือไม่
ในขณะที่บางจากพยายามเก็บสต๊อกน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำสุด คือ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ร้อยละ 5 ของยอดขายทั้งหมด และปริมาณน้ำมันที่ใช้หมุนเวียนเล็กน้อย ป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง และมองว่าปริมาณสำรองน้ำมันปัจจุบันของไทยที่ร้อยละ 5 เป็นระดับที่ถือว่ามีความเหมาะสมแล้วกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพื่อเป็นการรองรับเศรษฐกิจที่อาจฟื้นตัวกลับมาเร็วขึ้น
นายอนุสรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบิน (เจท) ว่า ขณะนี้ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันเครื่องบินของสายการบินต่างๆ ยังไม่เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่มีการใช้เดิม เพราะสายการบินหลายสายยังไม่เพิ่มเที่ยวบินมากนัก เนื่องจากยอดนักท่องเที่ยวลดลงจากเหตุการณ์ปิดล้อมสนามบิน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบางจากมียอดผลิตน้ำมันเครื่องบิน อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านลิตรต่อเดือน แต่ปัจจุบันการผลิตลดลงมาอยู่ที่ 20 - 30 ล้านลิตรต่อเดือน ในขณะที่ทั้งระบบการผลิตน้ำมันเครื่องบินโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านลิตรต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในอีก 1 — 2 เดือนข้างหน้า การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบินจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจะนำไปผลิตเป็นน้ำมันดีเซลแทน แต่ต้องดูว่าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทยจะมีการเพิ่มเที่ยวบินหรือไม่ เพราะจะช่วยให้ปริมาณการใช้น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นด้วย
ที่มา http://www.ryt9.com/news/2008-12-14/48756168/
คำถาม
1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจม. บางจากปิโตรเลียม (BPC) กล่าวถึงสถานการณ์จากการจำหน่ายน้ำมันเครื่องบิน (เจท) ว่าอย่างไร
2. บางจากเก็บน้ำมันอยู่ในระดับต่ำสุดอย่างไร และปริมาณสำรองน้ำมันปัจจุบันของไทยเป็นอย่างไร
3. น้ำมันเครื่องบินที่ผลิตลดลงครึ่งหนึ่งจะนำไปทำอะไร เพราะอย่างไร
เรื่อง BCP เชื่อราคาน้ำมันตลาดโลกปีหน้าอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บางจากปิโตรเลียม (BCP) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปีหน้าจะไม่ปรับตัวลดลงต่ำถึง 30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 50 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ เชื่อว่ากลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ หรือ โอเปก จะไม่ปล่อยให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงต่ำมากนัก จึงต้องจับตามองการประชุมของกลุ่มโอเปกในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ว่าจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอีกหรือไม่
ในขณะที่บางจากพยายามเก็บสต๊อกน้ำมันให้อยู่ในระดับต่ำสุด คือ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ร้อยละ 5 ของยอดขายทั้งหมด และปริมาณน้ำมันที่ใช้หมุนเวียนเล็กน้อย ป้องกันความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง และมองว่าปริมาณสำรองน้ำมันปัจจุบันของไทยที่ร้อยละ 5 เป็นระดับที่ถือว่ามีความเหมาะสมแล้วกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพื่อเป็นการรองรับเศรษฐกิจที่อาจฟื้นตัวกลับมาเร็วขึ้น
นายอนุสรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบิน (เจท) ว่า ขณะนี้ยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันเครื่องบินของสายการบินต่างๆ ยังไม่เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับที่มีการใช้เดิม เพราะสายการบินหลายสายยังไม่เพิ่มเที่ยวบินมากนัก เนื่องจากยอดนักท่องเที่ยวลดลงจากเหตุการณ์ปิดล้อมสนามบิน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบางจากมียอดผลิตน้ำมันเครื่องบิน อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านลิตรต่อเดือน แต่ปัจจุบันการผลิตลดลงมาอยู่ที่ 20 - 30 ล้านลิตรต่อเดือน ในขณะที่ทั้งระบบการผลิตน้ำมันเครื่องบินโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านลิตรต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าในอีก 1 — 2 เดือนข้างหน้า การจำหน่ายน้ำมันเครื่องบินจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่วนน้ำมันเครื่องบินที่ผลิตลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจะนำไปผลิตเป็นน้ำมันดีเซลแทน แต่ต้องดูว่าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของไทยจะมีการเพิ่มเที่ยวบินหรือไม่ เพราะจะช่วยให้ปริมาณการใช้น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นด้วย
ที่มา http://www.ryt9.com/news/2008-12-14/48756168/
คำถาม
1. กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจม. บางจากปิโตรเลียม (BPC) กล่าวถึงสถานการณ์จากการจำหน่ายน้ำมันเครื่องบิน (เจท) ว่าอย่างไร
2. บางจากเก็บน้ำมันอยู่ในระดับต่ำสุดอย่างไร และปริมาณสำรองน้ำมันปัจจุบันของไทยเป็นอย่างไร
3. น้ำมันเครื่องบินที่ผลิตลดลงครึ่งหนึ่งจะนำไปทำอะไร เพราะอย่างไร
วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551
กรมการค้าภายใน เจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร
จัดทำบทความโดย นางสาวเกล็ดแก้ว พิเสฎฐศลาศัย เลขทะเบียน 4901108419
เรื่อง:กรมการค้าภายใน เจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร
กรมการค้าภายใน เจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆ ลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร พร้อมเตรียมขอความร่วมมือผู้ประกอบการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปรับลดราคาสินค้า หลังต้นทุนวัตถุดิบลดลงอย่างมาก
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังเชิญตัวแทนห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มาหารือ ว่า จากที่กรมการค้าภายใน ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่า ภายในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล มีการจำหน่ายอาหารค่อนข้างแพง ราคาประมาณจานละ 40 บาท ผลการหารือ ทางห้างยินดีจะปรับลดราคาอาหารในศูนย์อาหารเหลือจานละตั้งแต่ 35 บาท และจานละ 35 บาท เหลือ 30 บาทในบางรายการ โดยคาดว่าจะเริ่มลดราคาอาหารได้ตั้งแต่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสเป็นต้นไป นอกจากนี้จะเชิญกลุ่มเดอะมอลล์เข้าหารือ ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ ขอให้ปรับลดราคาอาหารภายในศูนย์อาหารของห้างด้วยเพราะได้รับการร้องเรียนเช่นเดียวกัน
อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การขอความร่วมมือปรับลดราคาอาหารครั้งนี้เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เช่น เนื้อสุกร เนื้อไก่ ไข่ไก่ กุ้ง ผักทุกชนิด เครื่องปรุงมีแนวโน้มลดราคาลงต่อเนื่อง และอาหารสำเร็จรูปที่จำหน่ายตามศูนย์อาหารในห้างน่าจะสามารถลดลงมาให้เหลือเฉลี่ยจานละ 25 บาทได้ เพราะก่อนหน้านี้ แต่ละกลุ่มห้างสรรพสินค้าที่กรมการค้าภายในเชิญมาหารือยินดีปรับลดราคาอาหารลง แต่มีบางห้างไม่เข้าร่วมประชุม จึงไม่ได้ปรับลดราคาอาหารลงมา ซึ่งกรมการค้าภายในจะเชิญมาหารือและขอความร่วมมือต่อไป นอกจากนี้จะเชิญกลุ่มผู้ค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาหารือเพื่อขอปรับลดราคาด้วยในสัปดาห์หน้า เนื่องจากราคาแป้งสาลีที่เป็นวัตถุดิบหลักได้ปรับตัวลดลงมากแล้ว
ที่มา : http://www.khum.net/news-read/1038068
คำถาม
1.เหตุใดกรมการค้าภายในจึงเจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆให้ลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร ?
2.ผลจากการเจรจานี้คาดว่าจะเริ่มใช้เมื่อใด ?
3.อาหารที่จำหน่ายคาดว่าจะสามารถลดลงมาให้เหลือเฉลี่ยจานละเท่าใด ?
เรื่อง:กรมการค้าภายใน เจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร
กรมการค้าภายใน เจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆ ลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร พร้อมเตรียมขอความร่วมมือผู้ประกอบการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปปรับลดราคาสินค้า หลังต้นทุนวัตถุดิบลดลงอย่างมาก
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังเชิญตัวแทนห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มาหารือ ว่า จากที่กรมการค้าภายใน ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคว่า ภายในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล มีการจำหน่ายอาหารค่อนข้างแพง ราคาประมาณจานละ 40 บาท ผลการหารือ ทางห้างยินดีจะปรับลดราคาอาหารในศูนย์อาหารเหลือจานละตั้งแต่ 35 บาท และจานละ 35 บาท เหลือ 30 บาทในบางรายการ โดยคาดว่าจะเริ่มลดราคาอาหารได้ตั้งแต่ช่วงเทศกาลคริสต์มาสเป็นต้นไป นอกจากนี้จะเชิญกลุ่มเดอะมอลล์เข้าหารือ ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ ขอให้ปรับลดราคาอาหารภายในศูนย์อาหารของห้างด้วยเพราะได้รับการร้องเรียนเช่นเดียวกัน
อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า การขอความร่วมมือปรับลดราคาอาหารครั้งนี้เป็นผลจากต้นทุนวัตถุดิบที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เช่น เนื้อสุกร เนื้อไก่ ไข่ไก่ กุ้ง ผักทุกชนิด เครื่องปรุงมีแนวโน้มลดราคาลงต่อเนื่อง และอาหารสำเร็จรูปที่จำหน่ายตามศูนย์อาหารในห้างน่าจะสามารถลดลงมาให้เหลือเฉลี่ยจานละ 25 บาทได้ เพราะก่อนหน้านี้ แต่ละกลุ่มห้างสรรพสินค้าที่กรมการค้าภายในเชิญมาหารือยินดีปรับลดราคาอาหารลง แต่มีบางห้างไม่เข้าร่วมประชุม จึงไม่ได้ปรับลดราคาอาหารลงมา ซึ่งกรมการค้าภายในจะเชิญมาหารือและขอความร่วมมือต่อไป นอกจากนี้จะเชิญกลุ่มผู้ค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาหารือเพื่อขอปรับลดราคาด้วยในสัปดาห์หน้า เนื่องจากราคาแป้งสาลีที่เป็นวัตถุดิบหลักได้ปรับตัวลดลงมากแล้ว
ที่มา : http://www.khum.net/news-read/1038068
คำถาม
1.เหตุใดกรมการค้าภายในจึงเจรจาห้างสรรพสินค้าต่างๆให้ลดราคาอาหารในศูนย์อาหาร ?
2.ผลจากการเจรจานี้คาดว่าจะเริ่มใช้เมื่อใด ?
3.อาหารที่จำหน่ายคาดว่าจะสามารถลดลงมาให้เหลือเฉลี่ยจานละเท่าใด ?
วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
LHKทุ่มงบ45ล้านผุดโรงงานใหม่ เจาะตลาดรถจยย.หวังเพิ่ม100ลบ
จัดทำบทความโดย นางสาวกมลชนก ศิริดำรงค์กุล เลขทะเบียน 4901108396
LHKทุ่มงบ45ล้านผุดโรงงานใหม่ เจาะตลาดรถจยย.หวังเพิ่ม100ลบ
"โลหะกิจ เม็ททอล" ทุ่มงบ 45 ล้านบาท สร้างโรงงานใหม่ ผลิตรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเพิ่มทางเลือกลูกค้า หวังดันรายได้จากสินค้าใหม่ปี 52 เพิ่มอีก 100 ล้านบาท อ่อยผลงานไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าประมาณการณ์ เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอและการเมืองป่วน นายประสาน อัครพงศ์พิศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน) (LHK) เปิดเผยว่า จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาการเมืองของประเทศไทยที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ส่งผลให้ลูกค้าไม่มั่นใจกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ชะลอการสั่งซื้อสินค้าจนมีผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทในไตรมาส3/2551 (สิ้นสุด ธ.ค. 2551) ที่คาดว่าจะต่ำกว่าไตรมาส3/2550 (สิ้นสุด ธ.ค. 2550) ที่มีรายได้อ 675 ล้านบาทและคาดว่ากำไรจะต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 18 ล้านบาท สำหรับ รายได้ในปีนี้บริษัทพยายามจะทำให้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 2,612 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 80 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและราคาสแตนเลสปรับลดลงถือว่าค่อนข้างผันผวน ส่งผลกระทบกับการดำเนินงานของบริษัท เพราะลูกค้าไม่กล้าที่จะใช้เงินซื้อสินค้าเพื่อกักตุน แต่จะหันมาถือเงินสดเก็บไว้มากกวบ่า ดังนั้นบริษัทจึงไม่กล้าคาดหวังกับตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก อย่างไรก็ตาม บริษัทใช้งบในการลงทุนสำหรับการสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์แห่งใหม่มูลค่า 45-50 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เสร็จไปแล้ว 1 เฟส มูลค่า 24-25 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างเสร็จในเดือนมกราคม 2552 อีกมูลค่า 20 ล้านบาท และจากการสร้างโรงงานแห่งใหม่จะส่งผลให้บริษัทผลิตสินค้าประเภทรถจักรยานยนต์ใหม่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ถือเป็นการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ และเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าเก่า ซึ่งการออกสินค้าใหม่ดังกล่าวจะอาจทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 100 ล้านบาท " ลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะระมัดระวังกับสภาพเศรษฐกิจ และราคาสินค้าที่ยังไม่นิ่ง ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่กล้าลงทุน และเลือกที่จะถือเงินสดไว้ในมือมากกว่า แต่เชื่อว่าหากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ฟื้นตัวกำลังซื้อก็จะกลับมาอีกครั้ง สำหรับปัญหาการเมืองนั้นเป็นเหตุที่ควบคุมได้ยาก แต่ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ สำหรับบริษัทถือว่าโชคดีที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้วและไม่มีปัญหาในการทำธุรกิจแต่อย่างใด " นายประสาน กล่าว สำหรับราคาหุ้นของ LHK ที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทไม่มีความกังวลแต่อย่างใด และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ทั้งนี้บริษัทไม่มีแผนการซื้อหุ้นคืน เนื่องจากเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ในมือมากกกว่า ถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงกับสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองที่ผันผวนในตอนนี้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีเงินสดอยู่ในมือที่ 20 ล้านบาท โดยเมื่อวันศุกร์ 28 พ.ย.ที่ผ่านมาพบว่าราคาหุ้น LHK พบว่าเปิดที่ราคาหุ้นละ 0.91 บาท เพิ่มขึ้นสูงสุดระหว่างวันที่ 0.93 บาท ต่ำสุดที่ 0.89 บาท ก่อนปิดที่ราคาหุ้นละ 0.93 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย60,000 บาท
ที่มา http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000141061
คำถาม
1. ภาวะปัญหาการเมืองของประเทศไทยที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างไร
2. การออกสินค้าใหม่ของบริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน) (LHK)ทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่
3. เมื่อวันศุกร์ 28 พ.ย.ที่ผ่านมาราคาหุ้นของ LHK เปิดตัว และปิดตัว ด้วยมูลค่าการซื้อขายเท่าไหร่
LHKทุ่มงบ45ล้านผุดโรงงานใหม่ เจาะตลาดรถจยย.หวังเพิ่ม100ลบ
"โลหะกิจ เม็ททอล" ทุ่มงบ 45 ล้านบาท สร้างโรงงานใหม่ ผลิตรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเพิ่มทางเลือกลูกค้า หวังดันรายได้จากสินค้าใหม่ปี 52 เพิ่มอีก 100 ล้านบาท อ่อยผลงานไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าประมาณการณ์ เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอและการเมืองป่วน นายประสาน อัครพงศ์พิศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน) (LHK) เปิดเผยว่า จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาการเมืองของประเทศไทยที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ส่งผลให้ลูกค้าไม่มั่นใจกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ชะลอการสั่งซื้อสินค้าจนมีผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทในไตรมาส3/2551 (สิ้นสุด ธ.ค. 2551) ที่คาดว่าจะต่ำกว่าไตรมาส3/2550 (สิ้นสุด ธ.ค. 2550) ที่มีรายได้อ 675 ล้านบาทและคาดว่ากำไรจะต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 18 ล้านบาท สำหรับ รายได้ในปีนี้บริษัทพยายามจะทำให้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 2,612 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 80 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและราคาสแตนเลสปรับลดลงถือว่าค่อนข้างผันผวน ส่งผลกระทบกับการดำเนินงานของบริษัท เพราะลูกค้าไม่กล้าที่จะใช้เงินซื้อสินค้าเพื่อกักตุน แต่จะหันมาถือเงินสดเก็บไว้มากกวบ่า ดังนั้นบริษัทจึงไม่กล้าคาดหวังกับตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก อย่างไรก็ตาม บริษัทใช้งบในการลงทุนสำหรับการสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์แห่งใหม่มูลค่า 45-50 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เสร็จไปแล้ว 1 เฟส มูลค่า 24-25 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างเสร็จในเดือนมกราคม 2552 อีกมูลค่า 20 ล้านบาท และจากการสร้างโรงงานแห่งใหม่จะส่งผลให้บริษัทผลิตสินค้าประเภทรถจักรยานยนต์ใหม่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ถือเป็นการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ และเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าเก่า ซึ่งการออกสินค้าใหม่ดังกล่าวจะอาจทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 100 ล้านบาท " ลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะระมัดระวังกับสภาพเศรษฐกิจ และราคาสินค้าที่ยังไม่นิ่ง ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่กล้าลงทุน และเลือกที่จะถือเงินสดไว้ในมือมากกว่า แต่เชื่อว่าหากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ฟื้นตัวกำลังซื้อก็จะกลับมาอีกครั้ง สำหรับปัญหาการเมืองนั้นเป็นเหตุที่ควบคุมได้ยาก แต่ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ สำหรับบริษัทถือว่าโชคดีที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้วและไม่มีปัญหาในการทำธุรกิจแต่อย่างใด " นายประสาน กล่าว สำหรับราคาหุ้นของ LHK ที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทไม่มีความกังวลแต่อย่างใด และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ทั้งนี้บริษัทไม่มีแผนการซื้อหุ้นคืน เนื่องจากเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ในมือมากกกว่า ถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงกับสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองที่ผันผวนในตอนนี้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีเงินสดอยู่ในมือที่ 20 ล้านบาท โดยเมื่อวันศุกร์ 28 พ.ย.ที่ผ่านมาพบว่าราคาหุ้น LHK พบว่าเปิดที่ราคาหุ้นละ 0.91 บาท เพิ่มขึ้นสูงสุดระหว่างวันที่ 0.93 บาท ต่ำสุดที่ 0.89 บาท ก่อนปิดที่ราคาหุ้นละ 0.93 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย60,000 บาท
ที่มา http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000141061
คำถาม
1. ภาวะปัญหาการเมืองของประเทศไทยที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างไร
2. การออกสินค้าใหม่ของบริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน) (LHK)ทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่
3. เมื่อวันศุกร์ 28 พ.ย.ที่ผ่านมาราคาหุ้นของ LHK เปิดตัว และปิดตัว ด้วยมูลค่าการซื้อขายเท่าไหร่
วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
การจัดหาเงินทุนระยะยาว ( Long Term Financing )
จัดทำบทความโดย นางสาว อัจจิมา ตั้งใจบูรณะ เลขทะเบียน 4901108458
การจัดหาเงินทุนระยะยาว ( Long Term Financing )
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ2. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายในกิจการ ( Internal Long - Term Financing ) ได้แก่
1. ค่าเสื่อมราคา ( Depreciation ) เป็นค่าใช้จ่ายที่ตัดจากบัญชีสินทรัพย์ถาวร ตามอายุการใช้งาน แต่ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงินออกไปจริง เมื่อจัดทำงบกำไรขาดทุน ต้องนำค่าเสื่อมราคาไปหักออกจากกำไรเพราะถือเสมือนเป็นค่าใช้จ่ายภายในงวดบัญชีนั้น ทำให้กำไรทางบัญชีต่ำกว่ากำไรที่เป็นตัวเงิน หากต้องการทราบว่ากำไรที่เป็นตัวเงินจริงเป็นเท่าไร ให้นำค่าเสื่อมราคาในแต่ละงวดมาบวกกับกำไรทางบัญชี
2. กำไรสะสม ( Retained Earning ) เมื่อกิจการดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ ( External Long - Term Financing ) ได้แก่
1. สถาบันการเงิน
1.1 สถาบันการเงิน
เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน
1.2 สถาบันการเงินเฉพาะประเภท
เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
1.3 บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย
2. ออกหุ้นหลักทรัพย์
จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป
เช่น หุ้นกู้ พันธบัตร หุ้นบุริมสิทธฺ์ หุ้นสามัญ
องค์ประกอบของเงินกู้ระยะยาว
1. อัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ หรือเรียกว่า Cuopon Rate จะเป็นได้ทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่ ( Fixed interest rate ) โดยที่ดอกเบี้ยจะถูกกำหนดไว้ในอัตราเดียวตลอดอายุสัญญา หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัว ( Floating interest rate ) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะการณ์ของตลาดเงิน การเลือกใช้แบบใดนั้น บริษัทหรือผู้กู้สามารถเลือกได้
2. อายุของการกู้ยืม ระยะเวลาของการกู้ยืมจะขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้คืนซึ่งสามารถดู้ได้จากกระแสเงินสดของบริษัท เงินกู้ระยะยาวจะถูกบันทึกเป็นหนี้สินระยะยาว
3. เงื่อนไขการชำระคืน ผู้ให้กู้มักจะกำหนดให้ผู้กู้ชำระดอกเบี้ย ( รวมถึงชำระเงินต้น ) เป็นงวดๆ ไป อาจจะเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายปี แล้วแต่ตกลงกัน ซึ่งเจ้าหนี้หรือผู้ให้กู้จะมีการวางเงื่อนไขที่รัดกุม เนื่องจากหากเกิดกรณีหนี้สูญ เจ้าหนี้จะเสียหายมาก
4. หลักประกัน ผู้ให้กู้จะเรียกร้องให้นำหลักประกันประเภทสินทรัพย์ระยะยาวมาค้ำประกันการกู้ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ใบหุ้น การค้ำประกันหนี้จากบุคคลที่สาม กรมธรรม์ประกันภัย และเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงเจ้าหนี้ให้น้อยลง โดยสามารถนำหลักทรัพย์ไปขายทอดตลาดได้
5. ลำดับชั้นของเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทประสบภาวะล้มละลาย เจ้าหนี้ที่มีหลักประกันจะมีความได้เปรียบเหนือเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน เพราะสามารถนำสินทรัพย์ขายทอดตลาดได ขณะที่เจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันต้องรอเฉลี่ยหนี้จากสินทรัพย์ที่เหลืออยู่เท่านั้น
6. สกุลเงินที่กู้ โดยสกุลเงินต่างประเทศจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสกุลเงินบาท จึงเป็นแรงจูงใจให้มีการกู้ยืมจากต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาจจะทำให้ต้นทุนสูงกว่าการกู้ในประเทศก็ได้ โดยเฉพาะที่ประเทศไทยได้กำหนดค่าเงินลอยตัวนั้น ทำให้ความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนมีมากขึ้น
7.ข้อจำกัดผู้กู้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหนี้ เช่น ห้ามจ่ายเงินปันผล เพื่อป้องกันการถ่ายเทเงินสดจากบริษัท ไปยังผู้ถือหุ้น ห้ามก่อหนี้ใหม่ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่มีอยู่ไปเป็นหลักประกันหนี้ใหม่ เป็นต้น
รูปแบบของการกู้ยืมระยะยาว
1. การกู้ยืมในรูปแบบของสัญญา ( Term Loan ) จะเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ โดยแต่ละฝ่ายจะยึดถือสัญญาไว้เป็นหลักฐาน หากฝ่ายใดผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถใช้สัญญาดำเนินการตามกฎหมายได้ สินเชื่อระยะยาวส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน จะเป็นเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์มีบทบาทสำคัญมาก ข้อได้เปรียบของเงินกู้ก็คือ ความเร็ว ความคล่องตัว และค่าใช้จ่ายต่ำ เนื่องจากการที่มีคู่สัญญาจำนวนน้อย ทำให้ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงการอนุมัติ ใช้ระยะเวลาน้อยกว่าการออกหุ้นกู้ เงื่อนไขสามารถเจรจาต่อรองได้จำนวนของผู้ให้กู้นั้น สามารถรวมกันได้มากกว่า 1 ราย ซึ่งจะอยู่ในรูปของเงินให้กู้ร่วมหรือที่เรียกว่า Syndication Loan ซึ่งจะเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ให้กู้ในการให้เงินทุนแก่ บริษัท หรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการเงินทุนสูง
2. การกู้ในรูปแบบของการออกหุ้นกู้ ( Debenture ) คือผู้กู้จะออกตราสารประเภทหนึ่งที่เรียกว่าหุ้นกู้ ให้กับผู้ให้กู้ โดยที่ผู้กู้สัญญาว่าจะจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ ณ วันที่กำหนดไว้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกหุ้นกู้ ประกอบด้วย ผ(ู้ให้กู้ ผู้กู้ และผู้ดูแลผลประโยชน์จะเป็นบุคคลที่สาม ทหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ให้กู้ ในการติดต่อกับผู้กู้ เช่น ดูแลให้ผู้กู้ยืมปฏิบัติตามเงื่อนไข ตามที่ตกลงไว้ เรียกเก็บดอกเบี้ย และส่งต่อให้ผู้ให้กู้ เป็นตัวแทนในการเรียกร้องสิทธิ ตลอดจนการฟ้องร้อง เป็นต้น
ประเภทของหุ้นกู้
1. หุ้นกู้แบบมีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งค้ำประกัน โดยที่ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงลดลง แบ่งออกเป็น 4 แบบตามลักษณะของสินทรัพย์ที่มาเป็นหลักประกัน
1.1 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ถาวร หรือเรียกว่าหุ้นกู้จำนอง ( Mortgage Bond ) ผู้กู้จะนำสินทรัพย์ของบริษัทมาจำนองเพื่อเป็นหลักประกันการออกหุ้น การมีสินทรัพย์เป็นหลักประกันจะช่วยให้ผลการจัดลำดับเครดิตของบริษัทดีขึ้น และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทลดลง
1.2 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ประเภทตราสาร ( Collateral Trust Certificate ) ซึ่งมีลักษณะคล้ายหุ้นกู้จำนอง แตกต่างในเรื่องของหลักประกันคือ หุ้นกู้ประเภทนี้จะค้ำประกันด้วยสินทรัพย์ประเภท หุ้น พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น มีข้อดีคือ สินทรัพย์สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย แต่ก็มีข้อเสียคือ มูลค่าจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ในบางช่วงอาจจะไม่คุ้มกับหนี้
1.3 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ดำเนินงาน ( Equipment Trust Certificate ) เช่น เครื่องบิน รถบรรทุก เรือ ข้อดี คือ สามารถนำสินทรัพย์ดำเนินงานที่มีมูลค่าสูงมาใช้ในการจัดหาเงินทุนระยะยาว ส่วนข้อเสียคือ มูลค่าของสินทรัพย์ดำเนินงานจะลดลงตลอดเวลาตามสภาพการใช้งาน
1.4 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยบุคคลที่สาม โดยผู้ค้ำประกันจะออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน ( Letter of Guarantee ) เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ให้กู้สามารถเรียกร้องให้ผู้ค้ำชำระหนี้แทนได้
2. หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆค้ำประกันการกู้ยืม แบ่งออกได้ 3 แบบ
2.1 หุ้นกู้ไม่มีประกัน ( Debenture ) ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงสูง ผู้ออกหุ้นกู้ประเภทนี้ต้องมีฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานดี แสดงให้เห็นว่าสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต
2.2 หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ ( Subordinate debenture ) จะมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากสิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้นั้นจะอยู่ท้ายสุดในหมู่กลุ่มเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทต้องประสบปัญหาล้มละลาย สิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้จะอยู่ก่อนหน้าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์
2.3 Income Bond หุ้นกู้ประเภทนี้จะจ่ายดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร จากการดำเนินงาน หากปีใด บริษัทไม่มีกำไรก็จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้
ตราสารอนุพันธ์ ( Derivative instruments )
ตราสารอนุพันธ์ ( Derivative instruments ) หรือที่เรียกว่า ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน เป็นการผสมข้อดีของตราสารทุนและตราสารหนี้เข้าด้วยกัน แบ่งออกได้ดังนี้
1. หุ้นกู้แปลงสภาพ ( Convertible debenture )
2. หุ้นกู้พร้อมใบสำคัญแสดงสิทธิ ( Debenture and warrant )
ที่มา: http://www.geocities.com/teacher_jrp/s_finance.htm
คำถาม
1.เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่กี่ปีขึ้นไป ?
2.หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน แบ่งเป็นกี่แบบ อะไรบ้าง ?
3.Term Loan มีความหมายว่าอย่างไร ?
การจัดหาเงินทุนระยะยาว ( Long Term Financing )
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ2. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายในกิจการ ( Internal Long - Term Financing ) ได้แก่
1. ค่าเสื่อมราคา ( Depreciation ) เป็นค่าใช้จ่ายที่ตัดจากบัญชีสินทรัพย์ถาวร ตามอายุการใช้งาน แต่ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงินออกไปจริง เมื่อจัดทำงบกำไรขาดทุน ต้องนำค่าเสื่อมราคาไปหักออกจากกำไรเพราะถือเสมือนเป็นค่าใช้จ่ายภายในงวดบัญชีนั้น ทำให้กำไรทางบัญชีต่ำกว่ากำไรที่เป็นตัวเงิน หากต้องการทราบว่ากำไรที่เป็นตัวเงินจริงเป็นเท่าไร ให้นำค่าเสื่อมราคาในแต่ละงวดมาบวกกับกำไรทางบัญชี
2. กำไรสะสม ( Retained Earning ) เมื่อกิจการดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ ( External Long - Term Financing ) ได้แก่
1. สถาบันการเงิน
1.1 สถาบันการเงิน
เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน
1.2 สถาบันการเงินเฉพาะประเภท
เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
1.3 บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย
2. ออกหุ้นหลักทรัพย์
จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป
เช่น หุ้นกู้ พันธบัตร หุ้นบุริมสิทธฺ์ หุ้นสามัญ
องค์ประกอบของเงินกู้ระยะยาว
1. อัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ หรือเรียกว่า Cuopon Rate จะเป็นได้ทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่ ( Fixed interest rate ) โดยที่ดอกเบี้ยจะถูกกำหนดไว้ในอัตราเดียวตลอดอายุสัญญา หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัว ( Floating interest rate ) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะการณ์ของตลาดเงิน การเลือกใช้แบบใดนั้น บริษัทหรือผู้กู้สามารถเลือกได้
2. อายุของการกู้ยืม ระยะเวลาของการกู้ยืมจะขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้คืนซึ่งสามารถดู้ได้จากกระแสเงินสดของบริษัท เงินกู้ระยะยาวจะถูกบันทึกเป็นหนี้สินระยะยาว
3. เงื่อนไขการชำระคืน ผู้ให้กู้มักจะกำหนดให้ผู้กู้ชำระดอกเบี้ย ( รวมถึงชำระเงินต้น ) เป็นงวดๆ ไป อาจจะเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายปี แล้วแต่ตกลงกัน ซึ่งเจ้าหนี้หรือผู้ให้กู้จะมีการวางเงื่อนไขที่รัดกุม เนื่องจากหากเกิดกรณีหนี้สูญ เจ้าหนี้จะเสียหายมาก
4. หลักประกัน ผู้ให้กู้จะเรียกร้องให้นำหลักประกันประเภทสินทรัพย์ระยะยาวมาค้ำประกันการกู้ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ใบหุ้น การค้ำประกันหนี้จากบุคคลที่สาม กรมธรรม์ประกันภัย และเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงเจ้าหนี้ให้น้อยลง โดยสามารถนำหลักทรัพย์ไปขายทอดตลาดได้
5. ลำดับชั้นของเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทประสบภาวะล้มละลาย เจ้าหนี้ที่มีหลักประกันจะมีความได้เปรียบเหนือเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน เพราะสามารถนำสินทรัพย์ขายทอดตลาดได ขณะที่เจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันต้องรอเฉลี่ยหนี้จากสินทรัพย์ที่เหลืออยู่เท่านั้น
6. สกุลเงินที่กู้ โดยสกุลเงินต่างประเทศจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสกุลเงินบาท จึงเป็นแรงจูงใจให้มีการกู้ยืมจากต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาจจะทำให้ต้นทุนสูงกว่าการกู้ในประเทศก็ได้ โดยเฉพาะที่ประเทศไทยได้กำหนดค่าเงินลอยตัวนั้น ทำให้ความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนมีมากขึ้น
7.ข้อจำกัดผู้กู้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหนี้ เช่น ห้ามจ่ายเงินปันผล เพื่อป้องกันการถ่ายเทเงินสดจากบริษัท ไปยังผู้ถือหุ้น ห้ามก่อหนี้ใหม่ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่มีอยู่ไปเป็นหลักประกันหนี้ใหม่ เป็นต้น
รูปแบบของการกู้ยืมระยะยาว
1. การกู้ยืมในรูปแบบของสัญญา ( Term Loan ) จะเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ โดยแต่ละฝ่ายจะยึดถือสัญญาไว้เป็นหลักฐาน หากฝ่ายใดผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถใช้สัญญาดำเนินการตามกฎหมายได้ สินเชื่อระยะยาวส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน จะเป็นเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์มีบทบาทสำคัญมาก ข้อได้เปรียบของเงินกู้ก็คือ ความเร็ว ความคล่องตัว และค่าใช้จ่ายต่ำ เนื่องจากการที่มีคู่สัญญาจำนวนน้อย ทำให้ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงการอนุมัติ ใช้ระยะเวลาน้อยกว่าการออกหุ้นกู้ เงื่อนไขสามารถเจรจาต่อรองได้จำนวนของผู้ให้กู้นั้น สามารถรวมกันได้มากกว่า 1 ราย ซึ่งจะอยู่ในรูปของเงินให้กู้ร่วมหรือที่เรียกว่า Syndication Loan ซึ่งจะเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ให้กู้ในการให้เงินทุนแก่ บริษัท หรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการเงินทุนสูง
2. การกู้ในรูปแบบของการออกหุ้นกู้ ( Debenture ) คือผู้กู้จะออกตราสารประเภทหนึ่งที่เรียกว่าหุ้นกู้ ให้กับผู้ให้กู้ โดยที่ผู้กู้สัญญาว่าจะจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ ณ วันที่กำหนดไว้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกหุ้นกู้ ประกอบด้วย ผ(ู้ให้กู้ ผู้กู้ และผู้ดูแลผลประโยชน์จะเป็นบุคคลที่สาม ทหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ให้กู้ ในการติดต่อกับผู้กู้ เช่น ดูแลให้ผู้กู้ยืมปฏิบัติตามเงื่อนไข ตามที่ตกลงไว้ เรียกเก็บดอกเบี้ย และส่งต่อให้ผู้ให้กู้ เป็นตัวแทนในการเรียกร้องสิทธิ ตลอดจนการฟ้องร้อง เป็นต้น
ประเภทของหุ้นกู้
1. หุ้นกู้แบบมีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งค้ำประกัน โดยที่ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงลดลง แบ่งออกเป็น 4 แบบตามลักษณะของสินทรัพย์ที่มาเป็นหลักประกัน
1.1 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ถาวร หรือเรียกว่าหุ้นกู้จำนอง ( Mortgage Bond ) ผู้กู้จะนำสินทรัพย์ของบริษัทมาจำนองเพื่อเป็นหลักประกันการออกหุ้น การมีสินทรัพย์เป็นหลักประกันจะช่วยให้ผลการจัดลำดับเครดิตของบริษัทดีขึ้น และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทลดลง
1.2 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ประเภทตราสาร ( Collateral Trust Certificate ) ซึ่งมีลักษณะคล้ายหุ้นกู้จำนอง แตกต่างในเรื่องของหลักประกันคือ หุ้นกู้ประเภทนี้จะค้ำประกันด้วยสินทรัพย์ประเภท หุ้น พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น มีข้อดีคือ สินทรัพย์สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย แต่ก็มีข้อเสียคือ มูลค่าจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ในบางช่วงอาจจะไม่คุ้มกับหนี้
1.3 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ดำเนินงาน ( Equipment Trust Certificate ) เช่น เครื่องบิน รถบรรทุก เรือ ข้อดี คือ สามารถนำสินทรัพย์ดำเนินงานที่มีมูลค่าสูงมาใช้ในการจัดหาเงินทุนระยะยาว ส่วนข้อเสียคือ มูลค่าของสินทรัพย์ดำเนินงานจะลดลงตลอดเวลาตามสภาพการใช้งาน
1.4 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยบุคคลที่สาม โดยผู้ค้ำประกันจะออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน ( Letter of Guarantee ) เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ให้กู้สามารถเรียกร้องให้ผู้ค้ำชำระหนี้แทนได้
2. หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆค้ำประกันการกู้ยืม แบ่งออกได้ 3 แบบ
2.1 หุ้นกู้ไม่มีประกัน ( Debenture ) ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงสูง ผู้ออกหุ้นกู้ประเภทนี้ต้องมีฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานดี แสดงให้เห็นว่าสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต
2.2 หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ ( Subordinate debenture ) จะมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากสิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้นั้นจะอยู่ท้ายสุดในหมู่กลุ่มเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทต้องประสบปัญหาล้มละลาย สิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้จะอยู่ก่อนหน้าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์
2.3 Income Bond หุ้นกู้ประเภทนี้จะจ่ายดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร จากการดำเนินงาน หากปีใด บริษัทไม่มีกำไรก็จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้
ตราสารอนุพันธ์ ( Derivative instruments )
ตราสารอนุพันธ์ ( Derivative instruments ) หรือที่เรียกว่า ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน เป็นการผสมข้อดีของตราสารทุนและตราสารหนี้เข้าด้วยกัน แบ่งออกได้ดังนี้
1. หุ้นกู้แปลงสภาพ ( Convertible debenture )
2. หุ้นกู้พร้อมใบสำคัญแสดงสิทธิ ( Debenture and warrant )
ที่มา: http://www.geocities.com/teacher_jrp/s_finance.htm
คำถาม
1.เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่กี่ปีขึ้นไป ?
2.หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน แบ่งเป็นกี่แบบ อะไรบ้าง ?
3.Term Loan มีความหมายว่าอย่างไร ?
วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
ไทยช้ำ! ตกขบวนเอฟทีเอ ติด ม.190 ลงนามไม่ได้ เสียเปรียบคู่แข่ง
จัดทำโดย นางสาวกมลชนก ศิริดำรงค์กุล เลขทะเบียน 4901108396
เรื่อง ไทยช้ำ! ตกขบวนเอฟทีเอ ติด ม.190 ลงนามไม่ได้ เสียเปรียบคู่แข่ง
น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียนกับคู่เจรจาต่างๆ ว่า ขณะนี้ชาติอาเซียนเจรจาเสร็จสิ้นแล้วกับหลายประเทศได้แก่ เอฟทีเออาเซียน-ออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดประชาพิจารณ์, เอฟทีเออาเซียน-อินเดีย ซึ่งจะเปิดประชาพิจารณ์วันที่ 18 พ.ย.นี้ และเอฟทีเออาเซียน-จีน ในส่วนของการลงทุน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยยังไม่สามารถร่วมลงนามกับอาเซียนและคู่เจรจาได้ เพราะจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จึงทำให้ต้องเสียประโยชน์และเสียเปรียบทั้งอาเซียนและคู่เจรจาอย่างมาก
ทั้งนี้ ข้อตกลงทั้ง 3 ฉบับอาเซียนทุกประเทศและคู่เจรจาตกลงจะลงนามระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียนวันที่ 15-18 ธ.ค.นี้ ที่เชียงใหม่ ซึ่งการลงนามครั้งนี้ถือว่าการเจรจาเสร็จสิ้นเท่านั้น แต่ข้อตกลงยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าทุกประเทศจะกลับไปดำเนินการภายในให้แล้วเสร็จ จากนั้นให้ส่งหนังสือยอมรับข้อตกลงยืนยันไปยังเลขาธิการอาเซียนจึงจะมีผลใช้ได้ ส่วนไทยขณะนี้ข้อตกลงอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา หากไม่ได้รับความเห็นชอบจะไม่สามารถลงนามได้ทันคงต้องให้อาเซียน 9 ประเทศลงนามไปก่อน เมื่อสภาเห็นชอบเมื่อไรไทยจึงลงนามได้
“รัฐธรรมนูญมาตรา 190 ทำให้การเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆยุ่งยาก และมีขั้นตอนมากขึ้น แต่เราก็พร้อมจะทำตาม ขอแต่ เพียงว่าอย่าให้เสียเวลามาก ถ้าเป็นข้อตกลงระดับอาเซียนก็อย่าสงสัยว่าไทยจะเสียเปรียบอะไรมากมาย เพราะอาเซียน 10 ประเทศร่วมกันเจรจาเพื่อประโยชน์ของอาเซียนก็จะเป็นประโยชน์กับไทยด้วยแม้ในความเป็นจริงไม่มีเอฟทีเออะไรที่ได้ประโยชน์อย่างเดียว แต่ถ้าสภาเห็นว่ามีอะไรที่เราเสียก็บอกมาเราจะได้หาทางเยียวยา แต่ถ้าเห็นว่าไม่เสียเปรียบก็อย่าทำให้ล่าช้า ถ้าเป็นเอฟทีเอของไทยกับคู่เจรจาก็ไม่เป็นปัญหา ถ้าช้าก็ช้าทั้งคู่เสียเปรียบก็เสียทั้งคู่ แต่อาเซียนกับประเทศอื่นๆไทยลงนามไม่ได้ไทยก็เสียเปรียบอาเซียนอื่นที่ได้ ประโยชน์จากการลดภาษีก่อน”
น.ส.ชุติมากล่าวว่า กรณีเอฟทีเออาเซียน-เกาหลีใต้ ไทยก็ลงนามล่าช้ากว่าอาเซียน 9 ประเทศ ส่งผลให้ไทยเสียเปรียบอาเซียนอื่นๆในการส่งออกสิ่งทอไปยังเกาหลีใต้ ทั้งที่หลายประเทศในอาเซียนมีศักยภาพใกล้เคียงกับไทย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ หากสภาผ่านความเห็นชอบข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน-เกาหลีใต้ ไทยก็จะสามารถลงนามความตกลงได้ในการประชุมผู้นำอาเซียนที่เชียงใหม่
นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการติดตามผลกระทบจากการเปิดข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (เอฟทีเอ) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากไทยลงนามข้อตกลงเอฟทีเออาเซียนกับคู่เจรจาล่าช้าไทยจะเสียเปรียบคู่แข่งอาเซียนด้วยกัน ซึ่งอาจทำให้ถึงกับเสียตลาดเลยก็ได้ จึงอยากให้สภาพิจารณาเห็นชอบอย่างรวดเร็ว.
เรื่อง ไทยช้ำ! ตกขบวนเอฟทีเอ ติด ม.190 ลงนามไม่ได้ เสียเปรียบคู่แข่ง
น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียนกับคู่เจรจาต่างๆ ว่า ขณะนี้ชาติอาเซียนเจรจาเสร็จสิ้นแล้วกับหลายประเทศได้แก่ เอฟทีเออาเซียน-ออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดประชาพิจารณ์, เอฟทีเออาเซียน-อินเดีย ซึ่งจะเปิดประชาพิจารณ์วันที่ 18 พ.ย.นี้ และเอฟทีเออาเซียน-จีน ในส่วนของการลงทุน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยยังไม่สามารถร่วมลงนามกับอาเซียนและคู่เจรจาได้ เพราะจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จึงทำให้ต้องเสียประโยชน์และเสียเปรียบทั้งอาเซียนและคู่เจรจาอย่างมาก
ทั้งนี้ ข้อตกลงทั้ง 3 ฉบับอาเซียนทุกประเทศและคู่เจรจาตกลงจะลงนามระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียนวันที่ 15-18 ธ.ค.นี้ ที่เชียงใหม่ ซึ่งการลงนามครั้งนี้ถือว่าการเจรจาเสร็จสิ้นเท่านั้น แต่ข้อตกลงยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าทุกประเทศจะกลับไปดำเนินการภายในให้แล้วเสร็จ จากนั้นให้ส่งหนังสือยอมรับข้อตกลงยืนยันไปยังเลขาธิการอาเซียนจึงจะมีผลใช้ได้ ส่วนไทยขณะนี้ข้อตกลงอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา หากไม่ได้รับความเห็นชอบจะไม่สามารถลงนามได้ทันคงต้องให้อาเซียน 9 ประเทศลงนามไปก่อน เมื่อสภาเห็นชอบเมื่อไรไทยจึงลงนามได้
“รัฐธรรมนูญมาตรา 190 ทำให้การเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆยุ่งยาก และมีขั้นตอนมากขึ้น แต่เราก็พร้อมจะทำตาม ขอแต่ เพียงว่าอย่าให้เสียเวลามาก ถ้าเป็นข้อตกลงระดับอาเซียนก็อย่าสงสัยว่าไทยจะเสียเปรียบอะไรมากมาย เพราะอาเซียน 10 ประเทศร่วมกันเจรจาเพื่อประโยชน์ของอาเซียนก็จะเป็นประโยชน์กับไทยด้วยแม้ในความเป็นจริงไม่มีเอฟทีเออะไรที่ได้ประโยชน์อย่างเดียว แต่ถ้าสภาเห็นว่ามีอะไรที่เราเสียก็บอกมาเราจะได้หาทางเยียวยา แต่ถ้าเห็นว่าไม่เสียเปรียบก็อย่าทำให้ล่าช้า ถ้าเป็นเอฟทีเอของไทยกับคู่เจรจาก็ไม่เป็นปัญหา ถ้าช้าก็ช้าทั้งคู่เสียเปรียบก็เสียทั้งคู่ แต่อาเซียนกับประเทศอื่นๆไทยลงนามไม่ได้ไทยก็เสียเปรียบอาเซียนอื่นที่ได้ ประโยชน์จากการลดภาษีก่อน”
น.ส.ชุติมากล่าวว่า กรณีเอฟทีเออาเซียน-เกาหลีใต้ ไทยก็ลงนามล่าช้ากว่าอาเซียน 9 ประเทศ ส่งผลให้ไทยเสียเปรียบอาเซียนอื่นๆในการส่งออกสิ่งทอไปยังเกาหลีใต้ ทั้งที่หลายประเทศในอาเซียนมีศักยภาพใกล้เคียงกับไทย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ หากสภาผ่านความเห็นชอบข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน-เกาหลีใต้ ไทยก็จะสามารถลงนามความตกลงได้ในการประชุมผู้นำอาเซียนที่เชียงใหม่
นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการติดตามผลกระทบจากการเปิดข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (เอฟทีเอ) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากไทยลงนามข้อตกลงเอฟทีเออาเซียนกับคู่เจรจาล่าช้าไทยจะเสียเปรียบคู่แข่งอาเซียนด้วยกัน ซึ่งอาจทำให้ถึงกับเสียตลาดเลยก็ได้ จึงอยากให้สภาพิจารณาเห็นชอบอย่างรวดเร็ว.
ที่มา http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=111716
คำถาม
1.ไทยยังไม่สามารถร่วมลงนามกับอาเซียนและคู่เจรจาได้ เพราะอะไร
2.รัฐธรรมนูญมาตราใดที่ทำให้ไทยต้องเสียประโยชน์และเสียเปรียบทั้งอาเซียนและคู่เจรจาอย่างมาก
3.การที่ไทยก็ลงนามล่าช้ากว่าอาเซียน 9 ประเทศ ส่งผลให้ไทยเสียเปรียบอาเซียนอื่นๆในเรื่องของอะไร
วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
การจัดหาเงินทุนระยะสั้น

จัดทำบทความโดย นางสาว อัจจิมา ตั้งใจบูรณะ เลขทะเบียน 4901108458
เรื่อง การจัดหาเงินทุนระยะสั้น
การจัดหาเงินทุนระยะสั้น ( Short - Term Financing )
การจัดหาเงินทุนเป็นหน้าที่หนึ่งของผู้จัดการทางการเงิน ซึ่งต้องเลือกแหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับการใช้เงินทุนนั้น ๆ การจัดหาเงินทุนระยะสั้น หมายถึง เงินทุนที่ธุรกิจได้จัดหามาเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินกิจการที่มีระยะภายใน 1 ปี แหล่งที่มาของเงินทุนระยะสั้นที่สำคัญได้แก่
1. เครดิตการค้า ( Trade Credit )2. ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper )3. เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans)
เครดิตการค้า มี 3 รูปแบบคือ
1. บัญชีเงินเชื่อ ( Open Account ) หมายถึง ผู้ขายสินค้าส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อพร้อมทั้งใบแจ้งหนี้ ซึ่งแสดงรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับราคาสินค้า จำนวนสินค้า ยอดเงินที่ต้องชำระโดยผู้ซื้อไม่ต้องเซ็นหลักฐานใดๆที่แสดงความเป็นหนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ขายจะมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินของผู้ซื้อก่อน
2. ตั๋วเงินจ่าย ( Note Payable ) ในกรณีนี้ผู้ขายจะขอให้ผู้ซื้อลงนามในตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อรับรองสภาพการเป็นหนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินนี้จะระบุวันที่ที่ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินไว้อย่างชัดเจน
3. ตั๋วแลกเงิน ( Trade Acceptance ) เป็นวิธีการที่ผู้ซื้อต้องเซ็นรับรองการเป็นหนี้ไว้เป็นหลักฐาน ผู้ขายจะออกดราฟท์ให้ผู้ซื้อเซ็นรับรองว่าจะชำระหนี้ภายในกำหนด และเมื่อถึงกำหนดจะให้นำดราฟท์นั้นไปขึ้นเงินที่ธนาคารใด เมื่อผู้ซื้อเซ็นแล้วดราฟท์ก็จะกลายเป็นตั๋วแลกเงิน และตั๋วแลกเงินนี้สามารถนำไปขายลดในท้องตลาดเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที
เงื่อนไขการขาย ( Term of sale )
ก. COD ( Cash on Delivery ) : ผู้ซื้อต้องชำระเงินสดทันทีที่ได้รับสินค้าจากผู้ขาย เงื่นไขนี้ผู้ขายมีความเสี่ยงจากการที่ผู้ซื้อไม่ยอมรับสินค้าได้ เช่น Pizza , KFC
ข. CBD ( Cash Before Delivery ) : ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินค่าสินค้าก่อนที่จะได้รับสินค้า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของผู้ขาย
ค. การกำหนดช่วงเวลาการชำระเงินโดยไม่ให้ส่วนลด เช่น เงื่อนไข Net 45 แสดงว่าผู้ซื้อไม่ต้องชำระเงินทันทีที่ซื้อสินค้าแต่ต้องชำระภายใน 45 วัน
ง. การกำหนดช่วงเวลาการชำระเงินโดยให้ส่วนลดเงินสด เช่น เงื่อนไข 2/15,N/45 แสดงว่าผู้ขายให้เครดิตแก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องชำระเงินทันที แต่จูงใจให้ผู้ซื้อรีบนำเงินมาชำระเร็วขึ้นโดยกำหนดส่วนลดเงินสดไว้
จ. Dating จะใช้กับธุรกิจที่ขายสินค้าตามฤดูกาล ซึ่งผู้ขายต้องการให้ลูกค้าสั่งสินค้าล่วงหน้าก่อนที่จะถึงฤดูกาลนั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขายสามารถทำการผลิตได้ต่อเนื่อง และไม่ต้องเก็บรักษาสินค้านั้นไว้รอจนกระทั่งถึงฤดูกาลที่ต้องการสินค้านั้น และผู้ซื้อก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าสินค้าจนกว่าจะขายสินค้าได้
ต้นทุนของเครดิตทางการค้า
ผู้ขายที่ให้เครดิตทางการค้าจะมีต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการที่เงินจมในบัญชีลูกหนี้การค้า ทำให้เสียโอกาสจากการได้รับผลตอบแทน และสำหรับผู้ซื้อที่ชำระเงินสดในวันที่ครบกำหนดชำระ จะมีค่าเสียโอกาสเกิดขึ้น เรียกว่า ต้นทุนไม่เอาส่วนลด คำนวณได้ดังนี้
ต้นทุนที่ไม่เอาส่วนลด =[ อัตราส่วนลด / ( 100 - อัตราส่วนลด )] x [360 / ( ระยะเวลาให้เครดิต - ระยะเวลาให้ส่วนลด )]
หากเงื่อนไขการขายเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการขยายระยะเวลาการให้เครดิตนานออกไป เช่น เดิมให้เครดิต 2/15,N/30 เปลี่ยนเเป็น 2/15, N/60 จะทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง หรือต้นทุนไม่เอาส่วนลดต่ำลง นักศึกษาลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ได้โดยการแทนค่าในสูตร ต้นทุนไม่เอาส่วนลด
ข้อดีของเครดิตการค้า
1. เป็นแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ทั่วไปและหาได้ง่าย2. ไม่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายใด ๆ3. การขอเครดิตการค้าไม่ต้องทำเป็นทางการ4. เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเครดิตพอที่จะหาเงินจากแหล่งอื่น5. มีความยืดหยุ่นสูง เช่นอาจจะเลื่อนเวลาการชำระเงินได้
ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper)
ตราสารพาณิชย์คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีอายุสั้นประมาณ 3 วัน - 9เดือน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ออกโดยบริษัทที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางการเงินน่าเชื่อถือ และสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่ผู้ถือตั๋ว
ตลาดตราสารพาณิชย์ แบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ
1. ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายผ่านผู้ค้าหลักทรัพย์ ( Dealer Market ) ซึ่งผู้ค้าหลักทรัพย์จะคิดค่านายหน้าจากผู้ออกตราสาร2. ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายโดยผู้ออกโดยตรง ( Direct Placement Market ) วิธีนี้ผู้ออกตราสารจะขายให้นักลงทุนโดยตรงผู้ซื้อตราสารอาจจะเป็นธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน หรือบริษัททั่วไป โดยซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร หารายได้
การคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของตราสาร
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (C) = จำนวนเงินส่วนลดที่ได้รับ ( D ) / จำนวนเงินที่จ่ายไปเพื่อซื้อตราสาร ( P )
ข้อดีและข้อเสียของตราสารพาณิชย์
ข้อดี1. อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น2. ไม่ถูกจำกัดโดยกฎหมายเหมือนการกู้ยืมเงินจากธนาคาร3. ไม่ต้องมีหลักประกัน
ข้อเสีย1. ผู้ซื้อตราสารมีเงินทุนจำกัดในบางช่วง ทำให้การขายตราสารไม่เป็นตามที่คาดไว้2. ผู้ออกตราสารพาณิชย์ที่มีปัญหาทางการเงิน จะขาดความน่าเชื่อถือทำให้ขายตราสารได้ยาก
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans )
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ แบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้1. เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans )2. เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans )
เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans ) คือ เงินกู้ประเภทที่สามารถชำระหนี้คืนในตัวมันเอง ( Self - liquidating ) ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ที่จัดหามาโดยการใช้เงินกู้ยืมนี้ รายได้ที่ได้กลับมาเปลี่ยนเป็นเงินสดไหลเข้ามาพอเพียงที่จะชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวภายใน 1 ปี
1. วงเงินสินเชื่อ คือข้อตกลงระหว่างธนาคารกับลูกค้าถึงจำนวนเงินสูงสุดของการกู้ยืม มีลักษณะที่สำคัญดังนี้ก. กำหนดวงเงินสูงสุดในการกู้ยืมพิจารณาจากผลการดำเนินงานและความต้องการเงินของลูกค้าข. มีระยะปลอดหนี้ เมื่อใด และนานเท่าไรค. ไม่มีกฎหมายบังคับว่าธนาคารต้องให้กู้ตามที่ผู้กู้ค้าต้องการง. สามารถต่ออายุได้ครั้งละ 1ปี โดยผู้กู้ต้องจัดทำงบการเงินให้ธนาคารพิจารณา
2.ข้อตกลงเกี่ยวกับวงเงินสินเชื่อ เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายของธนาคารในการให้กู้ยืมภานในวงเงินสูงสุดที่กำหนดไว้ เช่น วงเงินกู้ 1 แสนบาท และผู้กู้ได้เบิกงวดแรก 70,000 บาท ผู้กู้ย่อมมีสิทธิที่จะเบิกเงินกู้ได้อีกภายหลังตามวงเงินที่เหลือ โดยผู้กู้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคารสำหรับการที่ธนาคารต้องกันเงินไว้
3. การกู้เฉพาะกรณี สำหรับกิจการที่มีความต้องการใช้เงินในระยะสั้นเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ธนาคารจะวิเคราะห์สินเชื่อเป็นรายๆไป โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดของกิจการเป็นสิ่งสำคัญ เช่น กิจการรับสร้างบ้าน
เงื่อนไขและข้อกำหนดของการกู้ยืมระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate ) จะขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างธนาคารกับผู้กู้ ธนาคารจะกำหนดตามชื่อเสียงทางการเงินของผู้กู้ ถ้าชื่อเสียงทางเครดิตดี อัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำ โดยธนาคารพาณิชย์จะอ้างอิงระดับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าชั้นดี ( Prime Rate ) เป็นเกณฑ์
การคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ มี 3 กรณี
ก. กรณีจ่ายดอกเบี้ยเมื่อชำระเงินต้น ( Collect Basis )ข. กรณีหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ( Discount Basis ) จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดค. กรณีผู้กู้ต้องดำรงเงินฝากขั้นต่ำไว้ ( Compensating Balances ) จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิด เช่นกัน
สูตรในการคำนวณ
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
= [ ดอกเบี้ยจ่าย / จำนวนเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม ] x 100
ดอกเบี้ยจ่าย
= เงินต้น x อัตราดอกเบี้ย x ระยะเวลา
เงินฝากขั้นต่ำ
= เงินต้น x อัตราเงินฝากขั้นต่ำ
จำนวนเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม
= เงินต้น - เงินฝากขั้นต่ำ
เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans ) กรณีที่ธนาคารเห็นว่าผู้กู้มีความสามารถในการจ่ายเงินคืนไม่เพียงพอ จึงกำหนดให้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงภัยทางการเงิน ซึ่งพิจารณาจาก1. กระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจ2. เงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ที่ค้ำประกัน
สาระสำคัญของหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันประกอบด้วย
ก. หลักทรัพย์นั้นอยู่ในความต้องการของตลาดมากน้อยเพียงใด ถ้าสามารถขายได้ง่าย ธนาคารก็จะยอมให้กู้ในจำนวนเงินที่สูงข. อายุของหลักทรัพย์ และสภาพคล่องค. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์
หลักทรัพย์ค้ำประกันนอกจากใช้ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ ต่าง ๆและบุคคลแล้ว ยังสามารถใช้บัญชีลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ เป็นหลักประกันได้ดังนี้
1. บัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน ( Receivable Loans ) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ก. การกู้ยืมโดยมีบัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน ( Assignment of Account Receivable ) ธนาคารจะพิจารณาเลือกบัญชีลูกหนี้ที่น่าเชื่อถือได้เกี่ยวกับฐานะการเงินและชื่อเสียงไว้เป็นหลักประกัน แต่ผู้กู้ยังคงต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตามทวงหนี้และเก็บเงิน ถึงแม้ว่าจะถูกนำไปค้ำประกันแล้วก็ตาม
ข. การขายบัญชีลูกหนี้ ( Factoring ) หมายถึงการกู้เงินโดยการโอนกรรมสิทธิ์ในการรับเงินตามบัญชีลูกหนี้ให้กับผู้ซื้อบัญชีลูกหนี้หรือผู้ให้กู้เงิน ดังนั้นความเสี่ยงทางการเงินเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้จะตกเป็นของผู้ให้กู้ โดยปกติ การขายบัญชีลูกหนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการกู้โดยมีบัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน สถาบันการเงินที่รับซื้อบัญชีลูกหนี้ได้แก่ Factor
2. บัญชีสินค้าคงเหลือเป็นหลักประกัน ( Inventory Loans ) ผู้ให้กู้จะกำหนดจำนวนเงินที่ให้กู้เป็นเปอร์เซ็นของราคาตลาดของสินค้าคงเหลือนั้น แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
ก. Floating Lien
ผู้ขอกู้ใช้สินค้าคงเหลือค้ำประกันแบบทั่วไป ไม่กำหนดรายการเฉพาะเจาะจงของสินค้าคงเหลือนั้น
ข. Chattel Mortgage
เป็นการเจาะจงรายการสินค้าคงเหลือที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงแก่ผู้ให้กู้
ค. Trust Receipt Loans
ผู้กู้ยังครอบครองสินค้าอยู่และสามารถขายสินค้านั้นออกไปได้ หากได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กู้ แต่รายได้จากการขายเป็นของผู้ให้กู้ วิธีนี้เรียกอีกอย่างว่า Floor Planning
ง. Terminal Warehouse Receipt Loans
ผู้กู้จะเก็บสินค้าไว้ในคลังสินค้าสาธารณะ แล้วนำใบรับฝากสินค้าหรือใบประทวนสินค้า ไปค้ำประกันการกู้
จ. Field Warehouse Receipt Loans
การจ้างบริษัทคลังสินค้ามาสร้างคลังสินค้าในสถานที่ของผู้กู้ โดยมีเจ้าหน้าที่ของคลังสินค้าเป็นผู้ควบคุมดูแลแทนผู้ให้กู้ การขนย้ายและจำหน่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กู้
ที่มา: http://www.geocities.com/teacher_jrp/s_finance.htm
การจัดหาเงินทุนระยะสั้น ( Short - Term Financing )
การจัดหาเงินทุนเป็นหน้าที่หนึ่งของผู้จัดการทางการเงิน ซึ่งต้องเลือกแหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับการใช้เงินทุนนั้น ๆ การจัดหาเงินทุนระยะสั้น หมายถึง เงินทุนที่ธุรกิจได้จัดหามาเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินกิจการที่มีระยะภายใน 1 ปี แหล่งที่มาของเงินทุนระยะสั้นที่สำคัญได้แก่
1. เครดิตการค้า ( Trade Credit )2. ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper )3. เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans)
เครดิตการค้า มี 3 รูปแบบคือ
1. บัญชีเงินเชื่อ ( Open Account ) หมายถึง ผู้ขายสินค้าส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อพร้อมทั้งใบแจ้งหนี้ ซึ่งแสดงรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับราคาสินค้า จำนวนสินค้า ยอดเงินที่ต้องชำระโดยผู้ซื้อไม่ต้องเซ็นหลักฐานใดๆที่แสดงความเป็นหนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ขายจะมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินของผู้ซื้อก่อน
2. ตั๋วเงินจ่าย ( Note Payable ) ในกรณีนี้ผู้ขายจะขอให้ผู้ซื้อลงนามในตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อรับรองสภาพการเป็นหนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินนี้จะระบุวันที่ที่ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินไว้อย่างชัดเจน
3. ตั๋วแลกเงิน ( Trade Acceptance ) เป็นวิธีการที่ผู้ซื้อต้องเซ็นรับรองการเป็นหนี้ไว้เป็นหลักฐาน ผู้ขายจะออกดราฟท์ให้ผู้ซื้อเซ็นรับรองว่าจะชำระหนี้ภายในกำหนด และเมื่อถึงกำหนดจะให้นำดราฟท์นั้นไปขึ้นเงินที่ธนาคารใด เมื่อผู้ซื้อเซ็นแล้วดราฟท์ก็จะกลายเป็นตั๋วแลกเงิน และตั๋วแลกเงินนี้สามารถนำไปขายลดในท้องตลาดเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที
เงื่อนไขการขาย ( Term of sale )
ก. COD ( Cash on Delivery ) : ผู้ซื้อต้องชำระเงินสดทันทีที่ได้รับสินค้าจากผู้ขาย เงื่นไขนี้ผู้ขายมีความเสี่ยงจากการที่ผู้ซื้อไม่ยอมรับสินค้าได้ เช่น Pizza , KFC
ข. CBD ( Cash Before Delivery ) : ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินค่าสินค้าก่อนที่จะได้รับสินค้า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของผู้ขาย
ค. การกำหนดช่วงเวลาการชำระเงินโดยไม่ให้ส่วนลด เช่น เงื่อนไข Net 45 แสดงว่าผู้ซื้อไม่ต้องชำระเงินทันทีที่ซื้อสินค้าแต่ต้องชำระภายใน 45 วัน
ง. การกำหนดช่วงเวลาการชำระเงินโดยให้ส่วนลดเงินสด เช่น เงื่อนไข 2/15,N/45 แสดงว่าผู้ขายให้เครดิตแก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องชำระเงินทันที แต่จูงใจให้ผู้ซื้อรีบนำเงินมาชำระเร็วขึ้นโดยกำหนดส่วนลดเงินสดไว้
จ. Dating จะใช้กับธุรกิจที่ขายสินค้าตามฤดูกาล ซึ่งผู้ขายต้องการให้ลูกค้าสั่งสินค้าล่วงหน้าก่อนที่จะถึงฤดูกาลนั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขายสามารถทำการผลิตได้ต่อเนื่อง และไม่ต้องเก็บรักษาสินค้านั้นไว้รอจนกระทั่งถึงฤดูกาลที่ต้องการสินค้านั้น และผู้ซื้อก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าสินค้าจนกว่าจะขายสินค้าได้
ต้นทุนของเครดิตทางการค้า
ผู้ขายที่ให้เครดิตทางการค้าจะมีต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการที่เงินจมในบัญชีลูกหนี้การค้า ทำให้เสียโอกาสจากการได้รับผลตอบแทน และสำหรับผู้ซื้อที่ชำระเงินสดในวันที่ครบกำหนดชำระ จะมีค่าเสียโอกาสเกิดขึ้น เรียกว่า ต้นทุนไม่เอาส่วนลด คำนวณได้ดังนี้
ต้นทุนที่ไม่เอาส่วนลด =[ อัตราส่วนลด / ( 100 - อัตราส่วนลด )] x [360 / ( ระยะเวลาให้เครดิต - ระยะเวลาให้ส่วนลด )]
หากเงื่อนไขการขายเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการขยายระยะเวลาการให้เครดิตนานออกไป เช่น เดิมให้เครดิต 2/15,N/30 เปลี่ยนเเป็น 2/15, N/60 จะทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง หรือต้นทุนไม่เอาส่วนลดต่ำลง นักศึกษาลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ได้โดยการแทนค่าในสูตร ต้นทุนไม่เอาส่วนลด
ข้อดีของเครดิตการค้า
1. เป็นแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ทั่วไปและหาได้ง่าย2. ไม่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายใด ๆ3. การขอเครดิตการค้าไม่ต้องทำเป็นทางการ4. เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเครดิตพอที่จะหาเงินจากแหล่งอื่น5. มีความยืดหยุ่นสูง เช่นอาจจะเลื่อนเวลาการชำระเงินได้
ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper)
ตราสารพาณิชย์คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีอายุสั้นประมาณ 3 วัน - 9เดือน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ออกโดยบริษัทที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางการเงินน่าเชื่อถือ และสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่ผู้ถือตั๋ว
ตลาดตราสารพาณิชย์ แบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ
1. ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายผ่านผู้ค้าหลักทรัพย์ ( Dealer Market ) ซึ่งผู้ค้าหลักทรัพย์จะคิดค่านายหน้าจากผู้ออกตราสาร2. ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายโดยผู้ออกโดยตรง ( Direct Placement Market ) วิธีนี้ผู้ออกตราสารจะขายให้นักลงทุนโดยตรงผู้ซื้อตราสารอาจจะเป็นธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน หรือบริษัททั่วไป โดยซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร หารายได้
การคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของตราสาร
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (C) = จำนวนเงินส่วนลดที่ได้รับ ( D ) / จำนวนเงินที่จ่ายไปเพื่อซื้อตราสาร ( P )
ข้อดีและข้อเสียของตราสารพาณิชย์
ข้อดี1. อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น2. ไม่ถูกจำกัดโดยกฎหมายเหมือนการกู้ยืมเงินจากธนาคาร3. ไม่ต้องมีหลักประกัน
ข้อเสีย1. ผู้ซื้อตราสารมีเงินทุนจำกัดในบางช่วง ทำให้การขายตราสารไม่เป็นตามที่คาดไว้2. ผู้ออกตราสารพาณิชย์ที่มีปัญหาทางการเงิน จะขาดความน่าเชื่อถือทำให้ขายตราสารได้ยาก
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans )
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ แบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้1. เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans )2. เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans )
เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans ) คือ เงินกู้ประเภทที่สามารถชำระหนี้คืนในตัวมันเอง ( Self - liquidating ) ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ที่จัดหามาโดยการใช้เงินกู้ยืมนี้ รายได้ที่ได้กลับมาเปลี่ยนเป็นเงินสดไหลเข้ามาพอเพียงที่จะชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวภายใน 1 ปี
1. วงเงินสินเชื่อ คือข้อตกลงระหว่างธนาคารกับลูกค้าถึงจำนวนเงินสูงสุดของการกู้ยืม มีลักษณะที่สำคัญดังนี้ก. กำหนดวงเงินสูงสุดในการกู้ยืมพิจารณาจากผลการดำเนินงานและความต้องการเงินของลูกค้าข. มีระยะปลอดหนี้ เมื่อใด และนานเท่าไรค. ไม่มีกฎหมายบังคับว่าธนาคารต้องให้กู้ตามที่ผู้กู้ค้าต้องการง. สามารถต่ออายุได้ครั้งละ 1ปี โดยผู้กู้ต้องจัดทำงบการเงินให้ธนาคารพิจารณา
2.ข้อตกลงเกี่ยวกับวงเงินสินเชื่อ เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายของธนาคารในการให้กู้ยืมภานในวงเงินสูงสุดที่กำหนดไว้ เช่น วงเงินกู้ 1 แสนบาท และผู้กู้ได้เบิกงวดแรก 70,000 บาท ผู้กู้ย่อมมีสิทธิที่จะเบิกเงินกู้ได้อีกภายหลังตามวงเงินที่เหลือ โดยผู้กู้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคารสำหรับการที่ธนาคารต้องกันเงินไว้
3. การกู้เฉพาะกรณี สำหรับกิจการที่มีความต้องการใช้เงินในระยะสั้นเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ธนาคารจะวิเคราะห์สินเชื่อเป็นรายๆไป โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดของกิจการเป็นสิ่งสำคัญ เช่น กิจการรับสร้างบ้าน
เงื่อนไขและข้อกำหนดของการกู้ยืมระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate ) จะขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างธนาคารกับผู้กู้ ธนาคารจะกำหนดตามชื่อเสียงทางการเงินของผู้กู้ ถ้าชื่อเสียงทางเครดิตดี อัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำ โดยธนาคารพาณิชย์จะอ้างอิงระดับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าชั้นดี ( Prime Rate ) เป็นเกณฑ์
การคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ มี 3 กรณี
ก. กรณีจ่ายดอกเบี้ยเมื่อชำระเงินต้น ( Collect Basis )ข. กรณีหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ( Discount Basis ) จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดค. กรณีผู้กู้ต้องดำรงเงินฝากขั้นต่ำไว้ ( Compensating Balances ) จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิด เช่นกัน
สูตรในการคำนวณ
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
= [ ดอกเบี้ยจ่าย / จำนวนเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม ] x 100
ดอกเบี้ยจ่าย
= เงินต้น x อัตราดอกเบี้ย x ระยะเวลา
เงินฝากขั้นต่ำ
= เงินต้น x อัตราเงินฝากขั้นต่ำ
จำนวนเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม
= เงินต้น - เงินฝากขั้นต่ำ
เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans ) กรณีที่ธนาคารเห็นว่าผู้กู้มีความสามารถในการจ่ายเงินคืนไม่เพียงพอ จึงกำหนดให้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงภัยทางการเงิน ซึ่งพิจารณาจาก1. กระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจ2. เงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ที่ค้ำประกัน
สาระสำคัญของหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันประกอบด้วย
ก. หลักทรัพย์นั้นอยู่ในความต้องการของตลาดมากน้อยเพียงใด ถ้าสามารถขายได้ง่าย ธนาคารก็จะยอมให้กู้ในจำนวนเงินที่สูงข. อายุของหลักทรัพย์ และสภาพคล่องค. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์
หลักทรัพย์ค้ำประกันนอกจากใช้ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ ต่าง ๆและบุคคลแล้ว ยังสามารถใช้บัญชีลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ เป็นหลักประกันได้ดังนี้
1. บัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน ( Receivable Loans ) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ก. การกู้ยืมโดยมีบัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน ( Assignment of Account Receivable ) ธนาคารจะพิจารณาเลือกบัญชีลูกหนี้ที่น่าเชื่อถือได้เกี่ยวกับฐานะการเงินและชื่อเสียงไว้เป็นหลักประกัน แต่ผู้กู้ยังคงต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตามทวงหนี้และเก็บเงิน ถึงแม้ว่าจะถูกนำไปค้ำประกันแล้วก็ตาม
ข. การขายบัญชีลูกหนี้ ( Factoring ) หมายถึงการกู้เงินโดยการโอนกรรมสิทธิ์ในการรับเงินตามบัญชีลูกหนี้ให้กับผู้ซื้อบัญชีลูกหนี้หรือผู้ให้กู้เงิน ดังนั้นความเสี่ยงทางการเงินเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้จะตกเป็นของผู้ให้กู้ โดยปกติ การขายบัญชีลูกหนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการกู้โดยมีบัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน สถาบันการเงินที่รับซื้อบัญชีลูกหนี้ได้แก่ Factor
2. บัญชีสินค้าคงเหลือเป็นหลักประกัน ( Inventory Loans ) ผู้ให้กู้จะกำหนดจำนวนเงินที่ให้กู้เป็นเปอร์เซ็นของราคาตลาดของสินค้าคงเหลือนั้น แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
ก. Floating Lien
ผู้ขอกู้ใช้สินค้าคงเหลือค้ำประกันแบบทั่วไป ไม่กำหนดรายการเฉพาะเจาะจงของสินค้าคงเหลือนั้น
ข. Chattel Mortgage
เป็นการเจาะจงรายการสินค้าคงเหลือที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงแก่ผู้ให้กู้
ค. Trust Receipt Loans
ผู้กู้ยังครอบครองสินค้าอยู่และสามารถขายสินค้านั้นออกไปได้ หากได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กู้ แต่รายได้จากการขายเป็นของผู้ให้กู้ วิธีนี้เรียกอีกอย่างว่า Floor Planning
ง. Terminal Warehouse Receipt Loans
ผู้กู้จะเก็บสินค้าไว้ในคลังสินค้าสาธารณะ แล้วนำใบรับฝากสินค้าหรือใบประทวนสินค้า ไปค้ำประกันการกู้
จ. Field Warehouse Receipt Loans
การจ้างบริษัทคลังสินค้ามาสร้างคลังสินค้าในสถานที่ของผู้กู้ โดยมีเจ้าหน้าที่ของคลังสินค้าเป็นผู้ควบคุมดูแลแทนผู้ให้กู้ การขนย้ายและจำหน่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กู้
ที่มา: http://www.geocities.com/teacher_jrp/s_finance.htm
คำถาม
1.แหล่งที่มาของเงินทุนระยะสั้นที่สำคัญมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง ?
2.ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper) คืออะไร ?
3.เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans ) คือ ?
1.แหล่งที่มาของเงินทุนระยะสั้นที่สำคัญมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง ?
2.ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper) คืออะไร ?
3.เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans ) คือ ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

