วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การจัดหาเงินทุนระยะสั้น




จัดทำบทความโดย นางสาว อัจจิมา ตั้งใจบูรณะ เลขทะเบียน 4901108458




เรื่อง การจัดหาเงินทุนระยะสั้น

การจัดหาเงินทุนระยะสั้น ( Short - Term Financing )
การจัดหาเงินทุนเป็นหน้าที่หนึ่งของผู้จัดการทางการเงิน ซึ่งต้องเลือกแหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับการใช้เงินทุนนั้น ๆ การจัดหาเงินทุนระยะสั้น หมายถึง เงินทุนที่ธุรกิจได้จัดหามาเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินกิจการที่มีระยะภายใน 1 ปี แหล่งที่มาของเงินทุนระยะสั้นที่สำคัญได้แก่

1. เครดิตการค้า ( Trade Credit )2. ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper )3. เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans)
เครดิตการค้า มี 3 รูปแบบคือ

1. บัญชีเงินเชื่อ ( Open Account ) หมายถึง ผู้ขายสินค้าส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อพร้อมทั้งใบแจ้งหนี้ ซึ่งแสดงรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับราคาสินค้า จำนวนสินค้า ยอดเงินที่ต้องชำระโดยผู้ซื้อไม่ต้องเซ็นหลักฐานใดๆที่แสดงความเป็นหนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ขายจะมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินของผู้ซื้อก่อน
2. ตั๋วเงินจ่าย ( Note Payable ) ในกรณีนี้ผู้ขายจะขอให้ผู้ซื้อลงนามในตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อรับรองสภาพการเป็นหนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินนี้จะระบุวันที่ที่ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินไว้อย่างชัดเจน
3. ตั๋วแลกเงิน ( Trade Acceptance ) เป็นวิธีการที่ผู้ซื้อต้องเซ็นรับรองการเป็นหนี้ไว้เป็นหลักฐาน ผู้ขายจะออกดราฟท์ให้ผู้ซื้อเซ็นรับรองว่าจะชำระหนี้ภายในกำหนด และเมื่อถึงกำหนดจะให้นำดราฟท์นั้นไปขึ้นเงินที่ธนาคารใด เมื่อผู้ซื้อเซ็นแล้วดราฟท์ก็จะกลายเป็นตั๋วแลกเงิน และตั๋วแลกเงินนี้สามารถนำไปขายลดในท้องตลาดเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที
เงื่อนไขการขาย ( Term of sale )
ก. COD ( Cash on Delivery ) : ผู้ซื้อต้องชำระเงินสดทันทีที่ได้รับสินค้าจากผู้ขาย เงื่นไขนี้ผู้ขายมีความเสี่ยงจากการที่ผู้ซื้อไม่ยอมรับสินค้าได้ เช่น Pizza , KFC
ข. CBD ( Cash Before Delivery ) : ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินค่าสินค้าก่อนที่จะได้รับสินค้า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของผู้ขาย
ค. การกำหนดช่วงเวลาการชำระเงินโดยไม่ให้ส่วนลด เช่น เงื่อนไข Net 45 แสดงว่าผู้ซื้อไม่ต้องชำระเงินทันทีที่ซื้อสินค้าแต่ต้องชำระภายใน 45 วัน
ง. การกำหนดช่วงเวลาการชำระเงินโดยให้ส่วนลดเงินสด เช่น เงื่อนไข 2/15,N/45 แสดงว่าผู้ขายให้เครดิตแก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องชำระเงินทันที แต่จูงใจให้ผู้ซื้อรีบนำเงินมาชำระเร็วขึ้นโดยกำหนดส่วนลดเงินสดไว้
จ. Dating จะใช้กับธุรกิจที่ขายสินค้าตามฤดูกาล ซึ่งผู้ขายต้องการให้ลูกค้าสั่งสินค้าล่วงหน้าก่อนที่จะถึงฤดูกาลนั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขายสามารถทำการผลิตได้ต่อเนื่อง และไม่ต้องเก็บรักษาสินค้านั้นไว้รอจนกระทั่งถึงฤดูกาลที่ต้องการสินค้านั้น และผู้ซื้อก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าสินค้าจนกว่าจะขายสินค้าได้
ต้นทุนของเครดิตทางการค้า
ผู้ขายที่ให้เครดิตทางการค้าจะมีต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการที่เงินจมในบัญชีลูกหนี้การค้า ทำให้เสียโอกาสจากการได้รับผลตอบแทน และสำหรับผู้ซื้อที่ชำระเงินสดในวันที่ครบกำหนดชำระ จะมีค่าเสียโอกาสเกิดขึ้น เรียกว่า ต้นทุนไม่เอาส่วนลด คำนวณได้ดังนี้
ต้นทุนที่ไม่เอาส่วนลด =[ อัตราส่วนลด / ( 100 - อัตราส่วนลด )] x [360 / ( ระยะเวลาให้เครดิต - ระยะเวลาให้ส่วนลด )]
หากเงื่อนไขการขายเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการขยายระยะเวลาการให้เครดิตนานออกไป เช่น เดิมให้เครดิต 2/15,N/30 เปลี่ยนเเป็น 2/15, N/60 จะทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง หรือต้นทุนไม่เอาส่วนลดต่ำลง นักศึกษาลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ได้โดยการแทนค่าในสูตร ต้นทุนไม่เอาส่วนลด
ข้อดีของเครดิตการค้า
1. เป็นแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ทั่วไปและหาได้ง่าย2. ไม่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายใด ๆ3. การขอเครดิตการค้าไม่ต้องทำเป็นทางการ4. เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเครดิตพอที่จะหาเงินจากแหล่งอื่น5. มีความยืดหยุ่นสูง เช่นอาจจะเลื่อนเวลาการชำระเงินได้
ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper)
ตราสารพาณิชย์คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีอายุสั้นประมาณ 3 วัน - 9เดือน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ออกโดยบริษัทที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางการเงินน่าเชื่อถือ และสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่ผู้ถือตั๋ว
ตลาดตราสารพาณิชย์ แบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ
1. ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายผ่านผู้ค้าหลักทรัพย์ ( Dealer Market ) ซึ่งผู้ค้าหลักทรัพย์จะคิดค่านายหน้าจากผู้ออกตราสาร2. ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายโดยผู้ออกโดยตรง ( Direct Placement Market ) วิธีนี้ผู้ออกตราสารจะขายให้นักลงทุนโดยตรงผู้ซื้อตราสารอาจจะเป็นธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน หรือบริษัททั่วไป โดยซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร หารายได้
การคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของตราสาร
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (C) = จำนวนเงินส่วนลดที่ได้รับ ( D ) / จำนวนเงินที่จ่ายไปเพื่อซื้อตราสาร ( P )
ข้อดีและข้อเสียของตราสารพาณิชย์
ข้อดี1. อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น2. ไม่ถูกจำกัดโดยกฎหมายเหมือนการกู้ยืมเงินจากธนาคาร3. ไม่ต้องมีหลักประกัน
ข้อเสีย1. ผู้ซื้อตราสารมีเงินทุนจำกัดในบางช่วง ทำให้การขายตราสารไม่เป็นตามที่คาดไว้2. ผู้ออกตราสารพาณิชย์ที่มีปัญหาทางการเงิน จะขาดความน่าเชื่อถือทำให้ขายตราสารได้ยาก
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans )
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ แบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้1. เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans )2. เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans )
เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans ) คือ เงินกู้ประเภทที่สามารถชำระหนี้คืนในตัวมันเอง ( Self - liquidating ) ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ที่จัดหามาโดยการใช้เงินกู้ยืมนี้ รายได้ที่ได้กลับมาเปลี่ยนเป็นเงินสดไหลเข้ามาพอเพียงที่จะชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวภายใน 1 ปี
1. วงเงินสินเชื่อ คือข้อตกลงระหว่างธนาคารกับลูกค้าถึงจำนวนเงินสูงสุดของการกู้ยืม มีลักษณะที่สำคัญดังนี้ก. กำหนดวงเงินสูงสุดในการกู้ยืมพิจารณาจากผลการดำเนินงานและความต้องการเงินของลูกค้าข. มีระยะปลอดหนี้ เมื่อใด และนานเท่าไรค. ไม่มีกฎหมายบังคับว่าธนาคารต้องให้กู้ตามที่ผู้กู้ค้าต้องการง. สามารถต่ออายุได้ครั้งละ 1ปี โดยผู้กู้ต้องจัดทำงบการเงินให้ธนาคารพิจารณา
2.ข้อตกลงเกี่ยวกับวงเงินสินเชื่อ เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายของธนาคารในการให้กู้ยืมภานในวงเงินสูงสุดที่กำหนดไว้ เช่น วงเงินกู้ 1 แสนบาท และผู้กู้ได้เบิกงวดแรก 70,000 บาท ผู้กู้ย่อมมีสิทธิที่จะเบิกเงินกู้ได้อีกภายหลังตามวงเงินที่เหลือ โดยผู้กู้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคารสำหรับการที่ธนาคารต้องกันเงินไว้
3. การกู้เฉพาะกรณี สำหรับกิจการที่มีความต้องการใช้เงินในระยะสั้นเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ธนาคารจะวิเคราะห์สินเชื่อเป็นรายๆไป โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดของกิจการเป็นสิ่งสำคัญ เช่น กิจการรับสร้างบ้าน
เงื่อนไขและข้อกำหนดของการกู้ยืมระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate ) จะขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างธนาคารกับผู้กู้ ธนาคารจะกำหนดตามชื่อเสียงทางการเงินของผู้กู้ ถ้าชื่อเสียงทางเครดิตดี อัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำ โดยธนาคารพาณิชย์จะอ้างอิงระดับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าชั้นดี ( Prime Rate ) เป็นเกณฑ์
การคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ มี 3 กรณี
ก. กรณีจ่ายดอกเบี้ยเมื่อชำระเงินต้น ( Collect Basis )ข. กรณีหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ( Discount Basis ) จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดค. กรณีผู้กู้ต้องดำรงเงินฝากขั้นต่ำไว้ ( Compensating Balances ) จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิด เช่นกัน
สูตรในการคำนวณ
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
= [ ดอกเบี้ยจ่าย / จำนวนเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม ] x 100
ดอกเบี้ยจ่าย
= เงินต้น x อัตราดอกเบี้ย x ระยะเวลา
เงินฝากขั้นต่ำ
= เงินต้น x อัตราเงินฝากขั้นต่ำ
จำนวนเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม
= เงินต้น - เงินฝากขั้นต่ำ
เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans ) กรณีที่ธนาคารเห็นว่าผู้กู้มีความสามารถในการจ่ายเงินคืนไม่เพียงพอ จึงกำหนดให้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงภัยทางการเงิน ซึ่งพิจารณาจาก1. กระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจ2. เงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ที่ค้ำประกัน
สาระสำคัญของหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันประกอบด้วย
ก. หลักทรัพย์นั้นอยู่ในความต้องการของตลาดมากน้อยเพียงใด ถ้าสามารถขายได้ง่าย ธนาคารก็จะยอมให้กู้ในจำนวนเงินที่สูงข. อายุของหลักทรัพย์ และสภาพคล่องค. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์
หลักทรัพย์ค้ำประกันนอกจากใช้ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ ต่าง ๆและบุคคลแล้ว ยังสามารถใช้บัญชีลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ เป็นหลักประกันได้ดังนี้
1. บัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน ( Receivable Loans ) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ก. การกู้ยืมโดยมีบัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน ( Assignment of Account Receivable ) ธนาคารจะพิจารณาเลือกบัญชีลูกหนี้ที่น่าเชื่อถือได้เกี่ยวกับฐานะการเงินและชื่อเสียงไว้เป็นหลักประกัน แต่ผู้กู้ยังคงต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตามทวงหนี้และเก็บเงิน ถึงแม้ว่าจะถูกนำไปค้ำประกันแล้วก็ตาม
ข. การขายบัญชีลูกหนี้ ( Factoring ) หมายถึงการกู้เงินโดยการโอนกรรมสิทธิ์ในการรับเงินตามบัญชีลูกหนี้ให้กับผู้ซื้อบัญชีลูกหนี้หรือผู้ให้กู้เงิน ดังนั้นความเสี่ยงทางการเงินเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้จะตกเป็นของผู้ให้กู้ โดยปกติ การขายบัญชีลูกหนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการกู้โดยมีบัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน สถาบันการเงินที่รับซื้อบัญชีลูกหนี้ได้แก่ Factor
2. บัญชีสินค้าคงเหลือเป็นหลักประกัน ( Inventory Loans ) ผู้ให้กู้จะกำหนดจำนวนเงินที่ให้กู้เป็นเปอร์เซ็นของราคาตลาดของสินค้าคงเหลือนั้น แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
ก. Floating Lien
ผู้ขอกู้ใช้สินค้าคงเหลือค้ำประกันแบบทั่วไป ไม่กำหนดรายการเฉพาะเจาะจงของสินค้าคงเหลือนั้น
ข. Chattel Mortgage
เป็นการเจาะจงรายการสินค้าคงเหลือที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงแก่ผู้ให้กู้
ค. Trust Receipt Loans
ผู้กู้ยังครอบครองสินค้าอยู่และสามารถขายสินค้านั้นออกไปได้ หากได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กู้ แต่รายได้จากการขายเป็นของผู้ให้กู้ วิธีนี้เรียกอีกอย่างว่า Floor Planning
ง. Terminal Warehouse Receipt Loans
ผู้กู้จะเก็บสินค้าไว้ในคลังสินค้าสาธารณะ แล้วนำใบรับฝากสินค้าหรือใบประทวนสินค้า ไปค้ำประกันการกู้
จ. Field Warehouse Receipt Loans
การจ้างบริษัทคลังสินค้ามาสร้างคลังสินค้าในสถานที่ของผู้กู้ โดยมีเจ้าหน้าที่ของคลังสินค้าเป็นผู้ควบคุมดูแลแทนผู้ให้กู้ การขนย้ายและจำหน่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กู้

ที่มา: http://www.geocities.com/teacher_jrp/s_finance.htm


คำถาม
1.แหล่งที่มาของเงินทุนระยะสั้นที่สำคัญมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง ?
2.ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper) คืออะไร ?
3.เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans ) คือ ?

3 ความคิดเห็น:

utccbx007g9 กล่าวว่า...

คำตอบคือ

1.มี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.เครดิตการค้า ( Trade Credit )2.ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper )3.เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans)
2.ตราสารพาณิชย์คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีอายุสั้นประมาณ 3 วัน - 9เดือน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ออกโดยบริษัทที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางการเงินน่าเชื่อถือ และสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่ผู้ถือตั๋ว
3.คือ เงินกู้ประเภทที่สามารถชำระหนี้คืนในตัวมันเอง ( Self - liquidating ) ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ที่จัดหามาโดยการใช้เงินกู้ยืมนี้ รายได้ที่ได้กลับมาเปลี่ยนเป็นเงินสดไหลเข้ามาพอเพียงที่จะชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวภายใน 1 ปี

นางสาวศรัญญา ใจเจือธรรม
เลขทะเบียน 4901108389

อรวลี ผ่องแผ้ว 48210346 กล่าวว่า...

คำตอบคือ

1.มี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.เครดิตการค้า ( Trade Credit )2.ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper )3.เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans)
2.ตราสารพาณิชย์คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีอายุสั้นประมาณ 3 วัน - 9เดือน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ออกโดยบริษัทที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางการเงินน่าเชื่อถือ และสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่ผู้ถือตั๋ว
3.คือ เงินกู้ประเภทที่สามารถชำระหนี้คืนในตัวมันเอง ( Self - liquidating ) ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ที่จัดหามาโดยการใช้เงินกู้ยืมนี้ รายได้ที่ได้กลับมาเปลี่ยนเป็นเงินสดไหลเข้ามาพอเพียงที่จะชำระหนี้เงินกู้ ยืมดังกล่าวภายใน 1 ปี

นางสาวอรวลี ผ่องแผ้ว
เลขทะเบียน 48210346

251utccbx007g3@gmail.com กล่าวว่า...

ตอบคำถาม
1.มี3รูปแบบได้แก่ 1)เครดิตการค้า(Trade Credit)2)ตราสารพาณิชย์ (Commercial Paper)3)งินกู้จากธนาคารพาณิชย์ (Short Term Loans)

2.ตราสารพาณิชย์ คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีอายุสั้นประมาณ 3วัน-9เดือน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ออกโยบริษัทที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางการเงินน่าเชื่อถือและสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่ผู้ถือตั๋ว

3.คือเงินกู้ประเภทที่สามารถชำระหนี้คืนในตัวมันเอง (Self-liquidating)ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ที่จัดหามาโดยการใช้เงินกู้ยืมนี้ รายได้ที่ได้กลับมาเปลี่ยนเป็นเงินสดไหลเข้ามาพอเพียงที่จะชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวภายใน 1ปี

นางสาวชุติมา เจริญชนม์
เลขทะเบียน 4901100540