วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การจัดหาเงินทุนระยะยาว ( Long Term Financing )

จัดทำบทความโดย นางสาว อัจจิมา ตั้งใจบูรณะ เลขทะเบียน 4901108458

การจัดหาเงินทุนระยะยาว ( Long Term Financing )
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ2. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายในกิจการ ( Internal Long - Term Financing ) ได้แก่
1. ค่าเสื่อมราคา ( Depreciation ) เป็นค่าใช้จ่ายที่ตัดจากบัญชีสินทรัพย์ถาวร ตามอายุการใช้งาน แต่ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงินออกไปจริง เมื่อจัดทำงบกำไรขาดทุน ต้องนำค่าเสื่อมราคาไปหักออกจากกำไรเพราะถือเสมือนเป็นค่าใช้จ่ายภายในงวดบัญชีนั้น ทำให้กำไรทางบัญชีต่ำกว่ากำไรที่เป็นตัวเงิน หากต้องการทราบว่ากำไรที่เป็นตัวเงินจริงเป็นเท่าไร ให้นำค่าเสื่อมราคาในแต่ละงวดมาบวกกับกำไรทางบัญชี
2. กำไรสะสม ( Retained Earning ) เมื่อกิจการดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ ( External Long - Term Financing ) ได้แก่
1. สถาบันการเงิน
1.1 สถาบันการเงิน
เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน

1.2 สถาบันการเงินเฉพาะประเภท
เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

1.3 บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย

2. ออกหุ้นหลักทรัพย์
จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป
เช่น หุ้นกู้ พันธบัตร หุ้นบุริมสิทธฺ์ หุ้นสามัญ
องค์ประกอบของเงินกู้ระยะยาว
1. อัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ หรือเรียกว่า Cuopon Rate จะเป็นได้ทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่ ( Fixed interest rate ) โดยที่ดอกเบี้ยจะถูกกำหนดไว้ในอัตราเดียวตลอดอายุสัญญา หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัว ( Floating interest rate ) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะการณ์ของตลาดเงิน การเลือกใช้แบบใดนั้น บริษัทหรือผู้กู้สามารถเลือกได้
2. อายุของการกู้ยืม ระยะเวลาของการกู้ยืมจะขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้คืนซึ่งสามารถดู้ได้จากกระแสเงินสดของบริษัท เงินกู้ระยะยาวจะถูกบันทึกเป็นหนี้สินระยะยาว
3. เงื่อนไขการชำระคืน ผู้ให้กู้มักจะกำหนดให้ผู้กู้ชำระดอกเบี้ย ( รวมถึงชำระเงินต้น ) เป็นงวดๆ ไป อาจจะเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายปี แล้วแต่ตกลงกัน ซึ่งเจ้าหนี้หรือผู้ให้กู้จะมีการวางเงื่อนไขที่รัดกุม เนื่องจากหากเกิดกรณีหนี้สูญ เจ้าหนี้จะเสียหายมาก
4. หลักประกัน ผู้ให้กู้จะเรียกร้องให้นำหลักประกันประเภทสินทรัพย์ระยะยาวมาค้ำประกันการกู้ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ใบหุ้น การค้ำประกันหนี้จากบุคคลที่สาม กรมธรรม์ประกันภัย และเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงเจ้าหนี้ให้น้อยลง โดยสามารถนำหลักทรัพย์ไปขายทอดตลาดได้
5. ลำดับชั้นของเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทประสบภาวะล้มละลาย เจ้าหนี้ที่มีหลักประกันจะมีความได้เปรียบเหนือเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน เพราะสามารถนำสินทรัพย์ขายทอดตลาดได ขณะที่เจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันต้องรอเฉลี่ยหนี้จากสินทรัพย์ที่เหลืออยู่เท่านั้น
6. สกุลเงินที่กู้ โดยสกุลเงินต่างประเทศจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสกุลเงินบาท จึงเป็นแรงจูงใจให้มีการกู้ยืมจากต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาจจะทำให้ต้นทุนสูงกว่าการกู้ในประเทศก็ได้ โดยเฉพาะที่ประเทศไทยได้กำหนดค่าเงินลอยตัวนั้น ทำให้ความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนมีมากขึ้น
7.ข้อจำกัดผู้กู้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหนี้ เช่น ห้ามจ่ายเงินปันผล เพื่อป้องกันการถ่ายเทเงินสดจากบริษัท ไปยังผู้ถือหุ้น ห้ามก่อหนี้ใหม่ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่มีอยู่ไปเป็นหลักประกันหนี้ใหม่ เป็นต้น
รูปแบบของการกู้ยืมระยะยาว
1. การกู้ยืมในรูปแบบของสัญญา ( Term Loan ) จะเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ โดยแต่ละฝ่ายจะยึดถือสัญญาไว้เป็นหลักฐาน หากฝ่ายใดผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถใช้สัญญาดำเนินการตามกฎหมายได้ สินเชื่อระยะยาวส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน จะเป็นเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์มีบทบาทสำคัญมาก ข้อได้เปรียบของเงินกู้ก็คือ ความเร็ว ความคล่องตัว และค่าใช้จ่ายต่ำ เนื่องจากการที่มีคู่สัญญาจำนวนน้อย ทำให้ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงการอนุมัติ ใช้ระยะเวลาน้อยกว่าการออกหุ้นกู้ เงื่อนไขสามารถเจรจาต่อรองได้จำนวนของผู้ให้กู้นั้น สามารถรวมกันได้มากกว่า 1 ราย ซึ่งจะอยู่ในรูปของเงินให้กู้ร่วมหรือที่เรียกว่า Syndication Loan ซึ่งจะเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ให้กู้ในการให้เงินทุนแก่ บริษัท หรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการเงินทุนสูง
2. การกู้ในรูปแบบของการออกหุ้นกู้ ( Debenture ) คือผู้กู้จะออกตราสารประเภทหนึ่งที่เรียกว่าหุ้นกู้ ให้กับผู้ให้กู้ โดยที่ผู้กู้สัญญาว่าจะจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ ณ วันที่กำหนดไว้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกหุ้นกู้ ประกอบด้วย ผ(ู้ให้กู้ ผู้กู้ และผู้ดูแลผลประโยชน์จะเป็นบุคคลที่สาม ทหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ให้กู้ ในการติดต่อกับผู้กู้ เช่น ดูแลให้ผู้กู้ยืมปฏิบัติตามเงื่อนไข ตามที่ตกลงไว้ เรียกเก็บดอกเบี้ย และส่งต่อให้ผู้ให้กู้ เป็นตัวแทนในการเรียกร้องสิทธิ ตลอดจนการฟ้องร้อง เป็นต้น
ประเภทของหุ้นกู้
1. หุ้นกู้แบบมีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งค้ำประกัน โดยที่ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงลดลง แบ่งออกเป็น 4 แบบตามลักษณะของสินทรัพย์ที่มาเป็นหลักประกัน
1.1 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ถาวร หรือเรียกว่าหุ้นกู้จำนอง ( Mortgage Bond ) ผู้กู้จะนำสินทรัพย์ของบริษัทมาจำนองเพื่อเป็นหลักประกันการออกหุ้น การมีสินทรัพย์เป็นหลักประกันจะช่วยให้ผลการจัดลำดับเครดิตของบริษัทดีขึ้น และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทลดลง
1.2 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ประเภทตราสาร ( Collateral Trust Certificate ) ซึ่งมีลักษณะคล้ายหุ้นกู้จำนอง แตกต่างในเรื่องของหลักประกันคือ หุ้นกู้ประเภทนี้จะค้ำประกันด้วยสินทรัพย์ประเภท หุ้น พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น มีข้อดีคือ สินทรัพย์สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย แต่ก็มีข้อเสียคือ มูลค่าจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ในบางช่วงอาจจะไม่คุ้มกับหนี้
1.3 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ดำเนินงาน ( Equipment Trust Certificate ) เช่น เครื่องบิน รถบรรทุก เรือ ข้อดี คือ สามารถนำสินทรัพย์ดำเนินงานที่มีมูลค่าสูงมาใช้ในการจัดหาเงินทุนระยะยาว ส่วนข้อเสียคือ มูลค่าของสินทรัพย์ดำเนินงานจะลดลงตลอดเวลาตามสภาพการใช้งาน
1.4 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยบุคคลที่สาม โดยผู้ค้ำประกันจะออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน ( Letter of Guarantee ) เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ให้กู้สามารถเรียกร้องให้ผู้ค้ำชำระหนี้แทนได้
2. หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆค้ำประกันการกู้ยืม แบ่งออกได้ 3 แบบ
2.1 หุ้นกู้ไม่มีประกัน ( Debenture ) ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงสูง ผู้ออกหุ้นกู้ประเภทนี้ต้องมีฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานดี แสดงให้เห็นว่าสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต
2.2 หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ ( Subordinate debenture ) จะมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากสิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้นั้นจะอยู่ท้ายสุดในหมู่กลุ่มเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทต้องประสบปัญหาล้มละลาย สิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้จะอยู่ก่อนหน้าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์
2.3 Income Bond หุ้นกู้ประเภทนี้จะจ่ายดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร จากการดำเนินงาน หากปีใด บริษัทไม่มีกำไรก็จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้
ตราสารอนุพันธ์ ( Derivative instruments )
ตราสารอนุพันธ์ ( Derivative instruments ) หรือที่เรียกว่า ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน เป็นการผสมข้อดีของตราสารทุนและตราสารหนี้เข้าด้วยกัน แบ่งออกได้ดังนี้
1. หุ้นกู้แปลงสภาพ ( Convertible debenture )
2. หุ้นกู้พร้อมใบสำคัญแสดงสิทธิ ( Debenture and warrant )

ที่มา: http://www.geocities.com/teacher_jrp/s_finance.htm

คำถาม
1.เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่กี่ปีขึ้นไป ?
2.หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน แบ่งเป็นกี่แบบ อะไรบ้าง ?
3.Term Loan มีความหมายว่าอย่างไร ?

3 ความคิดเห็น:

utccbx007G4 กล่าวว่า...

ตอบ
1เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

2หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆค้ำประกันการกู้ยืม แบ่งออกได้ 3 แบบ
2.1 หุ้นกู้ไม่มีประกัน ( Debenture ) ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงสูง ผู้ออกหุ้นกู้ประเภทนี้ต้องมีฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานดี แสดงให้เห็นว่าสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต
2.2 หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ ( Subordinate debenture ) จะมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากสิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้นั้นจะอยู่ท้ายสุดในหมู่กลุ่มเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทต้องประสบปัญหาล้มละลาย สิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้จะอยู่ก่อนหน้าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์
2.3 Income Bond หุ้นกู้ประเภทนี้จะจ่ายดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร จากการดำเนินงาน หากปีใด บริษัทไม่มีกำไรก็จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้

3การกู้ยืมในรูปแบบของสัญญา ( Term Loan ) จะเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ โดยแต่ละฝ่ายจะยึดถือสัญญาไว้เป็นหลักฐาน หากฝ่ายใดผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถใช้สัญญาดำเนินการตามกฎหมายได้

251utccbx007g12 กล่าวว่า...

ตอบ
1 เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งเเต่ 10 ปี ขึ้นไป
2 หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆค้ำประกันการกู้ยืม แบ่งออกได้ 3 แบบ
2.1 หุ้นกู้ไม่มีประกัน ( Debenture ) ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงสูง ผู้ออกหุ้นกู้ประเภทนี้ต้องมีฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานดี แสดงให้เห็นว่าสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต
2.2 หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ ( Subordinate debenture ) จะมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากสิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้นั้นจะอยู่ท้ายสุดในหมู่กลุ่มเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทต้องประสบปัญหาล้มละลาย สิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้จะอยู่ก่อนหน้าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์
2.3 Income Bond หุ้นกู้ประเภทนี้จะจ่ายดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร จากการดำเนินงาน หากปีใด บริษัทไม่มีกำไรก็จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้
3การกู้ยืมในรูปแบบของสัญญา ( Term Loan ) จะเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ โดยแต่ละฝ่ายจะยึดถือสัญญาไว้เป็นหลักฐาน หากฝ่ายใดผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถใช้สัญญาดำเนินการตามกฎหมายได้
48210439 ลัดดาวัลย์ ลิมปิโชติกุล

utccbx007g6 กล่าวว่า...

คำตอบคือ

1. เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป

2. หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆค้ำประกันการกู้ยืม แบ่งออกได้ 3 แบบ

- หุ้นกู้ไม่มีประกัน ( Debenture )
ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงสูง ผู้ออกหุ้นกู้ประเภทนี้ต้องมีฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานดี แสดงให้เห็นว่าสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต

- หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ ( Subordinate debenture )
จะมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากสิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้นั้นจะอยู่ท้ายสุดในหมู่กลุ่มเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทต้องประสบปัญหาล้มละลาย สิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้จะอยู่ก่อนหน้าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์

- Income Bond
หุ้นกู้ประเภทนี้จะจ่ายดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร จากการดำเนินงาน หากปีใด บริษัทไม่มีกำไรก็จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้

3. การกู้ยืมในรูปแบบของสัญญา ( Term Loan ) จะเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ โดยแต่ละฝ่ายจะยึดถือสัญญาไว้เป็นหลักฐาน หากฝ่ายใดผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถใช้สัญญาดำเนินการตามกฎหมายได้


นางสาวชนาวจี เอมโอช เลขทะเบียน 47210004