วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

LHKทุ่มงบ45ล้านผุดโรงงานใหม่ เจาะตลาดรถจยย.หวังเพิ่ม100ลบ

จัดทำบทความโดย นางสาวกมลชนก ศิริดำรงค์กุล เลขทะเบียน 4901108396

LHKทุ่มงบ45ล้านผุดโรงงานใหม่ เจาะตลาดรถจยย.หวังเพิ่ม100ลบ

"โลหะกิจ เม็ททอล" ทุ่มงบ 45 ล้านบาท สร้างโรงงานใหม่ ผลิตรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่สู่ตลาดเพิ่มทางเลือกลูกค้า หวังดันรายได้จากสินค้าใหม่ปี 52 เพิ่มอีก 100 ล้านบาท อ่อยผลงานไตรมาส 3 ออกมาต่ำกว่าประมาณการณ์ เหตุเศรษฐกิจโลกชะลอและการเมืองป่วน นายประสาน อัครพงศ์พิศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน) (LHK) เปิดเผยว่า จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและปัญหาการเมืองของประเทศไทยที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ส่งผลให้ลูกค้าไม่มั่นใจกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ชะลอการสั่งซื้อสินค้าจนมีผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทในไตรมาส3/2551 (สิ้นสุด ธ.ค. 2551) ที่คาดว่าจะต่ำกว่าไตรมาส3/2550 (สิ้นสุด ธ.ค. 2550) ที่มีรายได้อ 675 ล้านบาทและคาดว่ากำไรจะต่ำกว่างวดเดียวกันของปีก่อนที่ทำไว้ 18 ล้านบาท สำหรับ รายได้ในปีนี้บริษัทพยายามจะทำให้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่ 2,612 ล้านบาท และกำไรสุทธิที่ 80 ล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและราคาสแตนเลสปรับลดลงถือว่าค่อนข้างผันผวน ส่งผลกระทบกับการดำเนินงานของบริษัท เพราะลูกค้าไม่กล้าที่จะใช้เงินซื้อสินค้าเพื่อกักตุน แต่จะหันมาถือเงินสดเก็บไว้มากกวบ่า ดังนั้นบริษัทจึงไม่กล้าคาดหวังกับตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก อย่างไรก็ตาม บริษัทใช้งบในการลงทุนสำหรับการสร้างโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์แห่งใหม่มูลค่า 45-50 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เสร็จไปแล้ว 1 เฟส มูลค่า 24-25 ล้านบาท และคาดว่าจะสร้างเสร็จในเดือนมกราคม 2552 อีกมูลค่า 20 ล้านบาท และจากการสร้างโรงงานแห่งใหม่จะส่งผลให้บริษัทผลิตสินค้าประเภทรถจักรยานยนต์ใหม่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ถือเป็นการเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ และเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าเก่า ซึ่งการออกสินค้าใหม่ดังกล่าวจะอาจทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นอีก 100 ล้านบาท " ลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะระมัดระวังกับสภาพเศรษฐกิจ และราคาสินค้าที่ยังไม่นิ่ง ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่กล้าลงทุน และเลือกที่จะถือเงินสดไว้ในมือมากกว่า แต่เชื่อว่าหากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ฟื้นตัวกำลังซื้อก็จะกลับมาอีกครั้ง สำหรับปัญหาการเมืองนั้นเป็นเหตุที่ควบคุมได้ยาก แต่ผู้ประกอบการต้องระมัดระวังในการดำเนินธุรกิจ สำหรับบริษัทถือว่าโชคดีที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งอยู่แล้วและไม่มีปัญหาในการทำธุรกิจแต่อย่างใด " นายประสาน กล่าว สำหรับราคาหุ้นของ LHK ที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทไม่มีความกังวลแต่อย่างใด และปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ทั้งนี้บริษัทไม่มีแผนการซื้อหุ้นคืน เนื่องจากเลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ในมือมากกกว่า ถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงกับสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองที่ผันผวนในตอนนี้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีเงินสดอยู่ในมือที่ 20 ล้านบาท โดยเมื่อวันศุกร์ 28 พ.ย.ที่ผ่านมาพบว่าราคาหุ้น LHK พบว่าเปิดที่ราคาหุ้นละ 0.91 บาท เพิ่มขึ้นสูงสุดระหว่างวันที่ 0.93 บาท ต่ำสุดที่ 0.89 บาท ก่อนปิดที่ราคาหุ้นละ 0.93 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย60,000 บาท

ที่มา http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9510000141061

คำถาม
1. ภาวะปัญหาการเมืองของประเทศไทยที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของไทยเป็นอย่างไร
2. การออกสินค้าใหม่ของบริษัท โลหะกิจ เม็ททอล จำกัด (มหาชน) (LHK)ทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่
3. เมื่อวันศุกร์ 28 พ.ย.ที่ผ่านมาราคาหุ้นของ LHK เปิดตัว และปิดตัว ด้วยมูลค่าการซื้อขายเท่าไหร่

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การจัดหาเงินทุนระยะยาว ( Long Term Financing )

จัดทำบทความโดย นางสาว อัจจิมา ตั้งใจบูรณะ เลขทะเบียน 4901108458

การจัดหาเงินทุนระยะยาว ( Long Term Financing )
เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป วัตถุประสงค์โดยส่วนใหญ่แล้ว เพื่อใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ระยะยาว หรือสินทรัพย์ถาวร เช่น อาคารสำนักงาน โรงงาน เครื่องจักร เป็นต้น
การจัดหาเงินทุนระยะยาวแบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ได้แก่
1. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายในกิจการ2. การจัดหาเงินทุนระยะยาว จากภายนอกกิจการ
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายในกิจการ ( Internal Long - Term Financing ) ได้แก่
1. ค่าเสื่อมราคา ( Depreciation ) เป็นค่าใช้จ่ายที่ตัดจากบัญชีสินทรัพย์ถาวร ตามอายุการใช้งาน แต่ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงินออกไปจริง เมื่อจัดทำงบกำไรขาดทุน ต้องนำค่าเสื่อมราคาไปหักออกจากกำไรเพราะถือเสมือนเป็นค่าใช้จ่ายภายในงวดบัญชีนั้น ทำให้กำไรทางบัญชีต่ำกว่ากำไรที่เป็นตัวเงิน หากต้องการทราบว่ากำไรที่เป็นตัวเงินจริงเป็นเท่าไร ให้นำค่าเสื่อมราคาในแต่ละงวดมาบวกกับกำไรทางบัญชี
2. กำไรสะสม ( Retained Earning ) เมื่อกิจการดำเนินงานและมีกำไรสุทธิเกิดขึ้นในแต่ละงวดบัญชี ส่วนหนึ่งของกำไรสุทธินั้นต้องจัดสรรแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นในรูปของเงินปันผล ที่เหลือนอกนั้นจะอยู่ในบัญชีกำไรสะสมของกิจการเพื่อกิจการได้ใช้ในการลงทุนต่อหรือขยายงาน
การจัดหาเงินทุนระยะยาวจากแหล่งเงินทุนภายนอกกิจการ ( External Long - Term Financing ) ได้แก่
1. สถาบันการเงิน
1.1 สถาบันการเงิน
เช่น ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน

1.2 สถาบันการเงินเฉพาะประเภท
เช่น บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

1.3 บริษัทประกันชีวิตและประกันภัย

2. ออกหุ้นหลักทรัพย์
จำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป
เช่น หุ้นกู้ พันธบัตร หุ้นบุริมสิทธฺ์ หุ้นสามัญ
องค์ประกอบของเงินกู้ระยะยาว
1. อัตราดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ หรือเรียกว่า Cuopon Rate จะเป็นได้ทั้งอัตราดอกเบี้ยคงที่ ( Fixed interest rate ) โดยที่ดอกเบี้ยจะถูกกำหนดไว้ในอัตราเดียวตลอดอายุสัญญา หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัว ( Floating interest rate ) ซึ่งอัตราดอกเบี้ยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาวะการณ์ของตลาดเงิน การเลือกใช้แบบใดนั้น บริษัทหรือผู้กู้สามารถเลือกได้
2. อายุของการกู้ยืม ระยะเวลาของการกู้ยืมจะขึ้นอยู่กับความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้คืนซึ่งสามารถดู้ได้จากกระแสเงินสดของบริษัท เงินกู้ระยะยาวจะถูกบันทึกเป็นหนี้สินระยะยาว
3. เงื่อนไขการชำระคืน ผู้ให้กู้มักจะกำหนดให้ผู้กู้ชำระดอกเบี้ย ( รวมถึงชำระเงินต้น ) เป็นงวดๆ ไป อาจจะเป็นรายเดือน รายไตรมาส รายปี แล้วแต่ตกลงกัน ซึ่งเจ้าหนี้หรือผู้ให้กู้จะมีการวางเงื่อนไขที่รัดกุม เนื่องจากหากเกิดกรณีหนี้สูญ เจ้าหนี้จะเสียหายมาก
4. หลักประกัน ผู้ให้กู้จะเรียกร้องให้นำหลักประกันประเภทสินทรัพย์ระยะยาวมาค้ำประกันการกู้ เช่น ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร ใบหุ้น การค้ำประกันหนี้จากบุคคลที่สาม กรมธรรม์ประกันภัย และเพื่อป้องกันหรือลดความเสี่ยงเจ้าหนี้ให้น้อยลง โดยสามารถนำหลักทรัพย์ไปขายทอดตลาดได้
5. ลำดับชั้นของเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทประสบภาวะล้มละลาย เจ้าหนี้ที่มีหลักประกันจะมีความได้เปรียบเหนือเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน เพราะสามารถนำสินทรัพย์ขายทอดตลาดได ขณะที่เจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันต้องรอเฉลี่ยหนี้จากสินทรัพย์ที่เหลืออยู่เท่านั้น
6. สกุลเงินที่กู้ โดยสกุลเงินต่างประเทศจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสกุลเงินบาท จึงเป็นแรงจูงใจให้มีการกู้ยืมจากต่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาจจะทำให้ต้นทุนสูงกว่าการกู้ในประเทศก็ได้ โดยเฉพาะที่ประเทศไทยได้กำหนดค่าเงินลอยตัวนั้น ทำให้ความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนมีมากขึ้น
7.ข้อจำกัดผู้กู้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของเจ้าหนี้ เช่น ห้ามจ่ายเงินปันผล เพื่อป้องกันการถ่ายเทเงินสดจากบริษัท ไปยังผู้ถือหุ้น ห้ามก่อหนี้ใหม่ ห้ามนำหลักทรัพย์ที่มีอยู่ไปเป็นหลักประกันหนี้ใหม่ เป็นต้น
รูปแบบของการกู้ยืมระยะยาว
1. การกู้ยืมในรูปแบบของสัญญา ( Term Loan ) จะเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้ให้กู้และผู้กู้ โดยแต่ละฝ่ายจะยึดถือสัญญาไว้เป็นหลักฐาน หากฝ่ายใดผิดสัญญา อีกฝ่ายสามารถใช้สัญญาดำเนินการตามกฎหมายได้ สินเชื่อระยะยาวส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน จะเป็นเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์มีบทบาทสำคัญมาก ข้อได้เปรียบของเงินกู้ก็คือ ความเร็ว ความคล่องตัว และค่าใช้จ่ายต่ำ เนื่องจากการที่มีคู่สัญญาจำนวนน้อย ทำให้ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงการอนุมัติ ใช้ระยะเวลาน้อยกว่าการออกหุ้นกู้ เงื่อนไขสามารถเจรจาต่อรองได้จำนวนของผู้ให้กู้นั้น สามารถรวมกันได้มากกว่า 1 ราย ซึ่งจะอยู่ในรูปของเงินให้กู้ร่วมหรือที่เรียกว่า Syndication Loan ซึ่งจะเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ให้กู้ในการให้เงินทุนแก่ บริษัท หรือรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการเงินทุนสูง
2. การกู้ในรูปแบบของการออกหุ้นกู้ ( Debenture ) คือผู้กู้จะออกตราสารประเภทหนึ่งที่เรียกว่าหุ้นกู้ ให้กับผู้ให้กู้ โดยที่ผู้กู้สัญญาว่าจะจ่ายเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ ณ วันที่กำหนดไว้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกหุ้นกู้ ประกอบด้วย ผ(ู้ให้กู้ ผู้กู้ และผู้ดูแลผลประโยชน์จะเป็นบุคคลที่สาม ทหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ให้กู้ ในการติดต่อกับผู้กู้ เช่น ดูแลให้ผู้กู้ยืมปฏิบัติตามเงื่อนไข ตามที่ตกลงไว้ เรียกเก็บดอกเบี้ย และส่งต่อให้ผู้ให้กู้ เป็นตัวแทนในการเรียกร้องสิทธิ ตลอดจนการฟ้องร้อง เป็นต้น
ประเภทของหุ้นกู้
1. หุ้นกู้แบบมีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่มีหลักทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งค้ำประกัน โดยที่ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงลดลง แบ่งออกเป็น 4 แบบตามลักษณะของสินทรัพย์ที่มาเป็นหลักประกัน
1.1 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ถาวร หรือเรียกว่าหุ้นกู้จำนอง ( Mortgage Bond ) ผู้กู้จะนำสินทรัพย์ของบริษัทมาจำนองเพื่อเป็นหลักประกันการออกหุ้น การมีสินทรัพย์เป็นหลักประกันจะช่วยให้ผลการจัดลำดับเครดิตของบริษัทดีขึ้น และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทลดลง
1.2 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ประเภทตราสาร ( Collateral Trust Certificate ) ซึ่งมีลักษณะคล้ายหุ้นกู้จำนอง แตกต่างในเรื่องของหลักประกันคือ หุ้นกู้ประเภทนี้จะค้ำประกันด้วยสินทรัพย์ประเภท หุ้น พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น มีข้อดีคือ สินทรัพย์สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่าย แต่ก็มีข้อเสียคือ มูลค่าจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ในบางช่วงอาจจะไม่คุ้มกับหนี้
1.3 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยสินทรัพย์ดำเนินงาน ( Equipment Trust Certificate ) เช่น เครื่องบิน รถบรรทุก เรือ ข้อดี คือ สามารถนำสินทรัพย์ดำเนินงานที่มีมูลค่าสูงมาใช้ในการจัดหาเงินทุนระยะยาว ส่วนข้อเสียคือ มูลค่าของสินทรัพย์ดำเนินงานจะลดลงตลอดเวลาตามสภาพการใช้งาน
1.4 หุ้นกู้ที่ค้ำประกันโดยบุคคลที่สาม โดยผู้ค้ำประกันจะออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน ( Letter of Guarantee ) เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ผู้ให้กู้สามารถเรียกร้องให้ผู้ค้ำชำระหนี้แทนได้
2. หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน เป็นหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ใดๆค้ำประกันการกู้ยืม แบ่งออกได้ 3 แบบ
2.1 หุ้นกู้ไม่มีประกัน ( Debenture ) ผู้ให้กู้จะมีความเสี่ยงสูง ผู้ออกหุ้นกู้ประเภทนี้ต้องมีฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานดี แสดงให้เห็นว่าสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต
2.2 หุ้นกู้ด้อยสิทธิ์ ( Subordinate debenture ) จะมีความเสี่ยงมากที่สุด เนื่องจากสิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้นั้นจะอยู่ท้ายสุดในหมู่กลุ่มเจ้าหนี้ ในกรณีที่บริษัทต้องประสบปัญหาล้มละลาย สิทธิในการเรียกร้องของผู้ให้กู้จะอยู่ก่อนหน้าผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิ์
2.3 Income Bond หุ้นกู้ประเภทนี้จะจ่ายดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อบริษัทมีกำไร จากการดำเนินงาน หากปีใด บริษัทไม่มีกำไรก็จะไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ให้กู้
ตราสารอนุพันธ์ ( Derivative instruments )
ตราสารอนุพันธ์ ( Derivative instruments ) หรือที่เรียกว่า ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน เป็นการผสมข้อดีของตราสารทุนและตราสารหนี้เข้าด้วยกัน แบ่งออกได้ดังนี้
1. หุ้นกู้แปลงสภาพ ( Convertible debenture )
2. หุ้นกู้พร้อมใบสำคัญแสดงสิทธิ ( Debenture and warrant )

ที่มา: http://www.geocities.com/teacher_jrp/s_finance.htm

คำถาม
1.เงินกู้ระยะยาวโดยความหมายแล้วคือ เงินกู้ที่มีระยะเวลาตั้งแต่กี่ปีขึ้นไป ?
2.หุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน แบ่งเป็นกี่แบบ อะไรบ้าง ?
3.Term Loan มีความหมายว่าอย่างไร ?

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ไทยช้ำ! ตกขบวนเอฟทีเอ ติด ม.190 ลงนามไม่ได้ เสียเปรียบคู่แข่ง

จัดทำโดย นางสาวกมลชนก ศิริดำรงค์กุล เลขทะเบียน 4901108396

เรื่อง ไทยช้ำ! ตกขบวนเอฟทีเอ ติด ม.190 ลงนามไม่ได้ เสียเปรียบคู่แข่ง

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเจรจาจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อาเซียนกับคู่เจรจาต่างๆ ว่า ขณะนี้ชาติอาเซียนเจรจาเสร็จสิ้นแล้วกับหลายประเทศได้แก่ เอฟทีเออาเซียน-ออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างการเปิดประชาพิจารณ์, เอฟทีเออาเซียน-อินเดีย ซึ่งจะเปิดประชาพิจารณ์วันที่ 18 พ.ย.นี้ และเอฟทีเออาเซียน-จีน ในส่วนของการลงทุน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของไทยยังไม่สามารถร่วมลงนามกับอาเซียนและคู่เจรจาได้ เพราะจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 190 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 จึงทำให้ต้องเสียประโยชน์และเสียเปรียบทั้งอาเซียนและคู่เจรจาอย่างมาก
ทั้งนี้ ข้อตกลงทั้ง 3 ฉบับอาเซียนทุกประเทศและคู่เจรจาตกลงจะลงนามระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียนวันที่ 15-18 ธ.ค.นี้ ที่เชียงใหม่ ซึ่งการลงนามครั้งนี้ถือว่าการเจรจาเสร็จสิ้นเท่านั้น แต่ข้อตกลงยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าทุกประเทศจะกลับไปดำเนินการภายในให้แล้วเสร็จ จากนั้นให้ส่งหนังสือยอมรับข้อตกลงยืนยันไปยังเลขาธิการอาเซียนจึงจะมีผลใช้ได้ ส่วนไทยขณะนี้ข้อตกลงอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา หากไม่ได้รับความเห็นชอบจะไม่สามารถลงนามได้ทันคงต้องให้อาเซียน 9 ประเทศลงนามไปก่อน เมื่อสภาเห็นชอบเมื่อไรไทยจึงลงนามได้
“รัฐธรรมนูญมาตรา 190 ทำให้การเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆยุ่งยาก และมีขั้นตอนมากขึ้น แต่เราก็พร้อมจะทำตาม ขอแต่ เพียงว่าอย่าให้เสียเวลามาก ถ้าเป็นข้อตกลงระดับอาเซียนก็อย่าสงสัยว่าไทยจะเสียเปรียบอะไรมากมาย เพราะอาเซียน 10 ประเทศร่วมกันเจรจาเพื่อประโยชน์ของอาเซียนก็จะเป็นประโยชน์กับไทยด้วยแม้ในความเป็นจริงไม่มีเอฟทีเออะไรที่ได้ประโยชน์อย่างเดียว แต่ถ้าสภาเห็นว่ามีอะไรที่เราเสียก็บอกมาเราจะได้หาทางเยียวยา แต่ถ้าเห็นว่าไม่เสียเปรียบก็อย่าทำให้ล่าช้า ถ้าเป็นเอฟทีเอของไทยกับคู่เจรจาก็ไม่เป็นปัญหา ถ้าช้าก็ช้าทั้งคู่เสียเปรียบก็เสียทั้งคู่ แต่อาเซียนกับประเทศอื่นๆไทยลงนามไม่ได้ไทยก็เสียเปรียบอาเซียนอื่นที่ได้ ประโยชน์จากการลดภาษีก่อน”
น.ส.ชุติมากล่าวว่า กรณีเอฟทีเออาเซียน-เกาหลีใต้ ไทยก็ลงนามล่าช้ากว่าอาเซียน 9 ประเทศ ส่งผลให้ไทยเสียเปรียบอาเซียนอื่นๆในการส่งออกสิ่งทอไปยังเกาหลีใต้ ทั้งที่หลายประเทศในอาเซียนมีศักยภาพใกล้เคียงกับไทย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ หากสภาผ่านความเห็นชอบข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน-เกาหลีใต้ ไทยก็จะสามารถลงนามความตกลงได้ในการประชุมผู้นำอาเซียนที่เชียงใหม่
นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการติดตามผลกระทบจากการเปิดข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (เอฟทีเอ) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากไทยลงนามข้อตกลงเอฟทีเออาเซียนกับคู่เจรจาล่าช้าไทยจะเสียเปรียบคู่แข่งอาเซียนด้วยกัน ซึ่งอาจทำให้ถึงกับเสียตลาดเลยก็ได้ จึงอยากให้สภาพิจารณาเห็นชอบอย่างรวดเร็ว.

ที่มา http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=111716

คำถาม

1.ไทยยังไม่สามารถร่วมลงนามกับอาเซียนและคู่เจรจาได้ เพราะอะไร

2.รัฐธรรมนูญมาตราใดที่ทำให้ไทยต้องเสียประโยชน์และเสียเปรียบทั้งอาเซียนและคู่เจรจาอย่างมาก

3.การที่ไทยก็ลงนามล่าช้ากว่าอาเซียน 9 ประเทศ ส่งผลให้ไทยเสียเปรียบอาเซียนอื่นๆในเรื่องของอะไร



วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

การจัดหาเงินทุนระยะสั้น




จัดทำบทความโดย นางสาว อัจจิมา ตั้งใจบูรณะ เลขทะเบียน 4901108458




เรื่อง การจัดหาเงินทุนระยะสั้น

การจัดหาเงินทุนระยะสั้น ( Short - Term Financing )
การจัดหาเงินทุนเป็นหน้าที่หนึ่งของผู้จัดการทางการเงิน ซึ่งต้องเลือกแหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับการใช้เงินทุนนั้น ๆ การจัดหาเงินทุนระยะสั้น หมายถึง เงินทุนที่ธุรกิจได้จัดหามาเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินกิจการที่มีระยะภายใน 1 ปี แหล่งที่มาของเงินทุนระยะสั้นที่สำคัญได้แก่

1. เครดิตการค้า ( Trade Credit )2. ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper )3. เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans)
เครดิตการค้า มี 3 รูปแบบคือ

1. บัญชีเงินเชื่อ ( Open Account ) หมายถึง ผู้ขายสินค้าส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อพร้อมทั้งใบแจ้งหนี้ ซึ่งแสดงรายการต่าง ๆ เกี่ยวกับราคาสินค้า จำนวนสินค้า ยอดเงินที่ต้องชำระโดยผู้ซื้อไม่ต้องเซ็นหลักฐานใดๆที่แสดงความเป็นหนี้อย่างเป็นทางการ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ขายจะมีการตรวจสอบฐานะทางการเงินของผู้ซื้อก่อน
2. ตั๋วเงินจ่าย ( Note Payable ) ในกรณีนี้ผู้ขายจะขอให้ผู้ซื้อลงนามในตั๋วสัญญาใช้เงิน เพื่อรับรองสภาพการเป็นหนี้ ตั๋วสัญญาใช้เงินนี้จะระบุวันที่ที่ผู้ซื้อจะต้องชำระเงินไว้อย่างชัดเจน
3. ตั๋วแลกเงิน ( Trade Acceptance ) เป็นวิธีการที่ผู้ซื้อต้องเซ็นรับรองการเป็นหนี้ไว้เป็นหลักฐาน ผู้ขายจะออกดราฟท์ให้ผู้ซื้อเซ็นรับรองว่าจะชำระหนี้ภายในกำหนด และเมื่อถึงกำหนดจะให้นำดราฟท์นั้นไปขึ้นเงินที่ธนาคารใด เมื่อผู้ซื้อเซ็นแล้วดราฟท์ก็จะกลายเป็นตั๋วแลกเงิน และตั๋วแลกเงินนี้สามารถนำไปขายลดในท้องตลาดเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที
เงื่อนไขการขาย ( Term of sale )
ก. COD ( Cash on Delivery ) : ผู้ซื้อต้องชำระเงินสดทันทีที่ได้รับสินค้าจากผู้ขาย เงื่นไขนี้ผู้ขายมีความเสี่ยงจากการที่ผู้ซื้อไม่ยอมรับสินค้าได้ เช่น Pizza , KFC
ข. CBD ( Cash Before Delivery ) : ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินค่าสินค้าก่อนที่จะได้รับสินค้า เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของผู้ขาย
ค. การกำหนดช่วงเวลาการชำระเงินโดยไม่ให้ส่วนลด เช่น เงื่อนไข Net 45 แสดงว่าผู้ซื้อไม่ต้องชำระเงินทันทีที่ซื้อสินค้าแต่ต้องชำระภายใน 45 วัน
ง. การกำหนดช่วงเวลาการชำระเงินโดยให้ส่วนลดเงินสด เช่น เงื่อนไข 2/15,N/45 แสดงว่าผู้ขายให้เครดิตแก่ผู้ซื้อโดยไม่ต้องชำระเงินทันที แต่จูงใจให้ผู้ซื้อรีบนำเงินมาชำระเร็วขึ้นโดยกำหนดส่วนลดเงินสดไว้
จ. Dating จะใช้กับธุรกิจที่ขายสินค้าตามฤดูกาล ซึ่งผู้ขายต้องการให้ลูกค้าสั่งสินค้าล่วงหน้าก่อนที่จะถึงฤดูกาลนั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ขายสามารถทำการผลิตได้ต่อเนื่อง และไม่ต้องเก็บรักษาสินค้านั้นไว้รอจนกระทั่งถึงฤดูกาลที่ต้องการสินค้านั้น และผู้ซื้อก็ไม่ต้องจ่ายเงินค่าสินค้าจนกว่าจะขายสินค้าได้
ต้นทุนของเครดิตทางการค้า
ผู้ขายที่ให้เครดิตทางการค้าจะมีต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการที่เงินจมในบัญชีลูกหนี้การค้า ทำให้เสียโอกาสจากการได้รับผลตอบแทน และสำหรับผู้ซื้อที่ชำระเงินสดในวันที่ครบกำหนดชำระ จะมีค่าเสียโอกาสเกิดขึ้น เรียกว่า ต้นทุนไม่เอาส่วนลด คำนวณได้ดังนี้
ต้นทุนที่ไม่เอาส่วนลด =[ อัตราส่วนลด / ( 100 - อัตราส่วนลด )] x [360 / ( ระยะเวลาให้เครดิต - ระยะเวลาให้ส่วนลด )]
หากเงื่อนไขการขายเปลี่ยนแปลงไป โดยมีการขยายระยะเวลาการให้เครดิตนานออกไป เช่น เดิมให้เครดิต 2/15,N/30 เปลี่ยนเเป็น 2/15, N/60 จะทำให้อัตราดอกเบี้ยต่ำลง หรือต้นทุนไม่เอาส่วนลดต่ำลง นักศึกษาลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ได้โดยการแทนค่าในสูตร ต้นทุนไม่เอาส่วนลด
ข้อดีของเครดิตการค้า
1. เป็นแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ทั่วไปและหาได้ง่าย2. ไม่ก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายใด ๆ3. การขอเครดิตการค้าไม่ต้องทำเป็นทางการ4. เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีเครดิตพอที่จะหาเงินจากแหล่งอื่น5. มีความยืดหยุ่นสูง เช่นอาจจะเลื่อนเวลาการชำระเงินได้
ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper)
ตราสารพาณิชย์คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีอายุสั้นประมาณ 3 วัน - 9เดือน ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ออกโดยบริษัทที่มีชื่อเสียง มีฐานะทางการเงินน่าเชื่อถือ และสัญญาว่าจะจ่ายเงินแก่ผู้ถือตั๋ว
ตลาดตราสารพาณิชย์ แบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ
1. ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายผ่านผู้ค้าหลักทรัพย์ ( Dealer Market ) ซึ่งผู้ค้าหลักทรัพย์จะคิดค่านายหน้าจากผู้ออกตราสาร2. ตลาดตราสารพาณิชย์ที่ขายโดยผู้ออกโดยตรง ( Direct Placement Market ) วิธีนี้ผู้ออกตราสารจะขายให้นักลงทุนโดยตรงผู้ซื้อตราสารอาจจะเป็นธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน หรือบริษัททั่วไป โดยซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร หารายได้
การคำนวณหาอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงของตราสาร
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (C) = จำนวนเงินส่วนลดที่ได้รับ ( D ) / จำนวนเงินที่จ่ายไปเพื่อซื้อตราสาร ( P )
ข้อดีและข้อเสียของตราสารพาณิชย์
ข้อดี1. อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น2. ไม่ถูกจำกัดโดยกฎหมายเหมือนการกู้ยืมเงินจากธนาคาร3. ไม่ต้องมีหลักประกัน
ข้อเสีย1. ผู้ซื้อตราสารมีเงินทุนจำกัดในบางช่วง ทำให้การขายตราสารไม่เป็นตามที่คาดไว้2. ผู้ออกตราสารพาณิชย์ที่มีปัญหาทางการเงิน จะขาดความน่าเชื่อถือทำให้ขายตราสารได้ยาก
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ ( Short Term Loans )
เงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ แบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้1. เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans )2. เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans )
เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans ) คือ เงินกู้ประเภทที่สามารถชำระหนี้คืนในตัวมันเอง ( Self - liquidating ) ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ที่จัดหามาโดยการใช้เงินกู้ยืมนี้ รายได้ที่ได้กลับมาเปลี่ยนเป็นเงินสดไหลเข้ามาพอเพียงที่จะชำระหนี้เงินกู้ยืมดังกล่าวภายใน 1 ปี
1. วงเงินสินเชื่อ คือข้อตกลงระหว่างธนาคารกับลูกค้าถึงจำนวนเงินสูงสุดของการกู้ยืม มีลักษณะที่สำคัญดังนี้ก. กำหนดวงเงินสูงสุดในการกู้ยืมพิจารณาจากผลการดำเนินงานและความต้องการเงินของลูกค้าข. มีระยะปลอดหนี้ เมื่อใด และนานเท่าไรค. ไม่มีกฎหมายบังคับว่าธนาคารต้องให้กู้ตามที่ผู้กู้ค้าต้องการง. สามารถต่ออายุได้ครั้งละ 1ปี โดยผู้กู้ต้องจัดทำงบการเงินให้ธนาคารพิจารณา
2.ข้อตกลงเกี่ยวกับวงเงินสินเชื่อ เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายของธนาคารในการให้กู้ยืมภานในวงเงินสูงสุดที่กำหนดไว้ เช่น วงเงินกู้ 1 แสนบาท และผู้กู้ได้เบิกงวดแรก 70,000 บาท ผู้กู้ย่อมมีสิทธิที่จะเบิกเงินกู้ได้อีกภายหลังตามวงเงินที่เหลือ โดยผู้กู้จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้ธนาคารสำหรับการที่ธนาคารต้องกันเงินไว้
3. การกู้เฉพาะกรณี สำหรับกิจการที่มีความต้องการใช้เงินในระยะสั้นเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ ธนาคารจะวิเคราะห์สินเชื่อเป็นรายๆไป โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดของกิจการเป็นสิ่งสำคัญ เช่น กิจการรับสร้างบ้าน
เงื่อนไขและข้อกำหนดของการกู้ยืมระยะสั้น
อัตราดอกเบี้ย (Interest Rate ) จะขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างธนาคารกับผู้กู้ ธนาคารจะกำหนดตามชื่อเสียงทางการเงินของผู้กู้ ถ้าชื่อเสียงทางเครดิตดี อัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำ โดยธนาคารพาณิชย์จะอ้างอิงระดับอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าชั้นดี ( Prime Rate ) เป็นเกณฑ์
การคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ มี 3 กรณี
ก. กรณีจ่ายดอกเบี้ยเมื่อชำระเงินต้น ( Collect Basis )ข. กรณีหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ( Discount Basis ) จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิดค. กรณีผู้กู้ต้องดำรงเงินฝากขั้นต่ำไว้ ( Compensating Balances ) จะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารคิด เช่นกัน
สูตรในการคำนวณ
อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
= [ ดอกเบี้ยจ่าย / จำนวนเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม ] x 100
ดอกเบี้ยจ่าย
= เงินต้น x อัตราดอกเบี้ย x ระยะเวลา
เงินฝากขั้นต่ำ
= เงินต้น x อัตราเงินฝากขั้นต่ำ
จำนวนเงินที่ได้รับจากการกู้ยืม
= เงินต้น - เงินฝากขั้นต่ำ
เงินกู้ชนิดมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Secured Loans ) กรณีที่ธนาคารเห็นว่าผู้กู้มีความสามารถในการจ่ายเงินคืนไม่เพียงพอ จึงกำหนดให้มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อลดความเสี่ยงภัยทางการเงิน ซึ่งพิจารณาจาก1. กระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจากความสามารถในการดำเนินงานของธุรกิจ2. เงินที่ได้จากการขายหลักทรัพย์ที่ค้ำประกัน
สาระสำคัญของหลักทรัพย์ที่ค้ำประกันประกอบด้วย
ก. หลักทรัพย์นั้นอยู่ในความต้องการของตลาดมากน้อยเพียงใด ถ้าสามารถขายได้ง่าย ธนาคารก็จะยอมให้กู้ในจำนวนเงินที่สูงข. อายุของหลักทรัพย์ และสภาพคล่องค. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์
หลักทรัพย์ค้ำประกันนอกจากใช้ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ ต่าง ๆและบุคคลแล้ว ยังสามารถใช้บัญชีลูกหนี้ สินค้าคงเหลือ เป็นหลักประกันได้ดังนี้
1. บัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน ( Receivable Loans ) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ก. การกู้ยืมโดยมีบัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน ( Assignment of Account Receivable ) ธนาคารจะพิจารณาเลือกบัญชีลูกหนี้ที่น่าเชื่อถือได้เกี่ยวกับฐานะการเงินและชื่อเสียงไว้เป็นหลักประกัน แต่ผู้กู้ยังคงต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตามทวงหนี้และเก็บเงิน ถึงแม้ว่าจะถูกนำไปค้ำประกันแล้วก็ตาม
ข. การขายบัญชีลูกหนี้ ( Factoring ) หมายถึงการกู้เงินโดยการโอนกรรมสิทธิ์ในการรับเงินตามบัญชีลูกหนี้ให้กับผู้ซื้อบัญชีลูกหนี้หรือผู้ให้กู้เงิน ดังนั้นความเสี่ยงทางการเงินเกี่ยวกับบัญชีลูกหนี้จะตกเป็นของผู้ให้กู้ โดยปกติ การขายบัญชีลูกหนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการกู้โดยมีบัญชีลูกหนี้เป็นหลักประกัน สถาบันการเงินที่รับซื้อบัญชีลูกหนี้ได้แก่ Factor
2. บัญชีสินค้าคงเหลือเป็นหลักประกัน ( Inventory Loans ) ผู้ให้กู้จะกำหนดจำนวนเงินที่ให้กู้เป็นเปอร์เซ็นของราคาตลาดของสินค้าคงเหลือนั้น แบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ
ก. Floating Lien
ผู้ขอกู้ใช้สินค้าคงเหลือค้ำประกันแบบทั่วไป ไม่กำหนดรายการเฉพาะเจาะจงของสินค้าคงเหลือนั้น
ข. Chattel Mortgage
เป็นการเจาะจงรายการสินค้าคงเหลือที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้ เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงแก่ผู้ให้กู้
ค. Trust Receipt Loans
ผู้กู้ยังครอบครองสินค้าอยู่และสามารถขายสินค้านั้นออกไปได้ หากได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กู้ แต่รายได้จากการขายเป็นของผู้ให้กู้ วิธีนี้เรียกอีกอย่างว่า Floor Planning
ง. Terminal Warehouse Receipt Loans
ผู้กู้จะเก็บสินค้าไว้ในคลังสินค้าสาธารณะ แล้วนำใบรับฝากสินค้าหรือใบประทวนสินค้า ไปค้ำประกันการกู้
จ. Field Warehouse Receipt Loans
การจ้างบริษัทคลังสินค้ามาสร้างคลังสินค้าในสถานที่ของผู้กู้ โดยมีเจ้าหน้าที่ของคลังสินค้าเป็นผู้ควบคุมดูแลแทนผู้ให้กู้ การขนย้ายและจำหน่ายต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ให้กู้

ที่มา: http://www.geocities.com/teacher_jrp/s_finance.htm


คำถาม
1.แหล่งที่มาของเงินทุนระยะสั้นที่สำคัญมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง ?
2.ตราสารพาณิชย์ ( Commercial Paper) คืออะไร ?
3.เงินกู้ชนิดไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ( Unsecured Loans ) คือ ?